เชิญร่วมบุญใหญ่ซื้อ “โคมไฟแชงกาเรีย” ติดตั้งประดับเพดานพระอุโบสถหลังใหม่ ณ วัดลำโพ

บุญใหญ่อีกครั้งมาถึงแล้ว

อ.ษิริพงศ์ขอเชิญทุกท่านร่วมบุญซื้อถวาย “โคมไฟแชงกาเรีย”

ติดตั้งประดับเพดานโบสถ์หลังใหม่ ณ วัดลำโพ

 

 

โคมไฟแชงกาเรีย1

 

 

โอกาสร่วมบุญใหญ่ของพวกเราเวียนมาถึงอีกครั้งแล้ว อาจารย์ได้อาสาขอดูแลและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซื้อโคมไฟแชงกาเรียของวัดลำโพ จำนวน 2 โคม จากทั้งหมด 4 โคม ซึ่งโคมที่ดูแลนั้นเป็นโคมที่ 1และโคมที่ 2 ซึ่งอยู่ด้านหน้าของโบสถ์ ซึ่งมีมูลค่าโคมละ 250,000 บาท รวม 2 โคมมูลค่ารวม 500,000 บาท

และในโอกาสนี้อาจารย์และครอบครัวขอประเดิมทำบุญเริ่มต้นที่ 50,000 บาท และขอเชิญชวนทุกคนได้ร่วมบุญใหญ่ในครั้งนี้ด้วยกันนะ(ซึ่งมีอานิสงส์อยู่ด้านล่างนี้)

 

ร่วมทำบุญโดยโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์

ธนาคารกสิกรไทย สาขาBigCรัตนาฯ1สนง.ย่อยของBigCบางใหญ่

ชื่อบัญชี “ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์”

เลขที่ 572-2-48376-8

 

หมายเหตุ 1.หากยอดทำบุญครบตามจำนวน 500,000 บาท อาจารย์ก็จะทำการปิดบัญชีทันที
2. คณะกรรมการตรวจสอบบัญชี ได้แก่ 1.คุณหทัยวรกาญบ์(คุณหน่อย), 2.คุณบัญชา(คุณชา), 3.คุณรัตนพันธ์(คุณเข้ม), 4.คุณวลัยภรณ์(คุณติ๊ก), 5.คุณจิตรวี(คุณหลี)

 

11233519_886288308097950_616926862516454060_n    11039868_886288358097945_3461649324803287106_n    11227031_886288398097941_1498142666166595479_n

 

11203174_886288411431273_7454523718192254499_n       1507163_886288434764604_4668927023454513286_n      11214724_886288274764620_7224314258847663945_n

 

อานิสงส์แห่งการถวายประทีป

 

ปัญฐจทีปทยิกาเถรีอปทานที่ ๕
ครั้งนั้น ดิฉันอยู่ในพระนครหังสวดี ต้องการกุศลจึงไปตามวัดและอาราม ได้พบไม้โพธิ์อันอุดมในวันกาฬปักษ์ ดิฉันยังจิตให้เลื่อมใสในไม้โพธิ์นั้น ตั้งจิตอันประกอบด้วยความเคารพไว้ คิดอย่างนี้ในทันใดนั้นว่า ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีพระคุณนับไม่ได้ไม่มีบุคคลอื่นเปรียบเสมอจริงไซร้ ขอให้ไม้โพธิ์นี้จงเปล่งรัศมี ในทันใดนั้นเองไม้โพธิ์ก็ได้โพลงไปทั่วพร้อมกับที่ดิฉันนึก รัศมีนั้นสำเร็จด้วยสีทองล้วนไพโรจน์ไปทั่วทิศ ดิฉันนั่งอยู่ที่โคนโพธิ์นั้น ๗ คืน ๗ วัน เมื่อถึงวันที่ ๗ ดิฉันได้ทำการบูชาด้วยประทีป ๕ ดวงลุกโพรงรอบอาสนะจนถึงเวลาพระอาทิตย์อุทัย
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานสวยงาม เรียกว่า ปัญจทีปวิมาน สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ มีประทีปนับไม่ถ้วนส่องแสงสว่างล้อมดิฉันทั่วเทพพิภพโชติช่วงด้วยแสงประทีป

เอกทีปิยเถราปทานที่ ๗
ท่านพระเอกทีปิยเถระ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในตระกูลคฤหบดี มีศรัทธาเลื่อมใส ได้เริ่มตั้งน้ำมันและไส้(ประทีป)ทำเป็นการถาวร เพื่อบูชาด้วยประทีปดวงหนึ่งไว้ที่ไม้สนอันเป็นโพธิพฤกษ์แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นนิตย์ ด้วยบุญอันนั้นเขาจึงได้เสวยความสุขในเทวโลกและมนุษยโลก เป็นผู้รุ่งเรืองในที่ทุกแห่ง มีดวงตาแจ่มใสดี ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป ในกัปที่ ๑๖,๐๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง ทรงพระนามว่าจันทาภา มีพละมาก ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่งซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติในกรุงสาวัตถี บวชแล้วไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตปรากฏชื่อว่า เอกทีปิยเถระ ได้คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ซึ่งบรรลุคุณวิเศษได้ด้วยการบูชาประทีป

พระอนุรุทธเถระเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้มีจักษุทิพย์
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตร กุลบุตรผู้เป็นกุฎุมพีผู้ยิ่งใหญ่ไม่ปรากฏชื่อ สร้างต้นประทีปหลายต้นประมาณไม่ได้ เขาทำกัลยาณกรรมอย่างนี้ตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ล่วงไปแสนกัป ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดในเรือนกุฎุมพีใกล้กรุงพาราณสี เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน เมื่อสร้างเจดีย์ประมาณ ๑ โยชน์สำเร็จแล้ว ให้สร้างภาชนะสำริดเป็นอันมากบรรจุเนยใสจนเต็ม ให้วางไส้ตะเกียงเว้นระยะองคุลี ๑ ๆ ให้จุดไฟขึ้นให้ล้อมพระเจดีย์ให้ขอบปากต่อขอบปากจดกัน ให้สร้างภาชนะสำริดใหญ่กว่าเขาทั้งหมดสำหรับใส่เนยใสเต็ม จุดใส้ตะเกียงพันดวงรอบๆ ขอบปากภาชนะสำริดนั้นเอาผ้าเก่าที่เป็นจอมหุ้มไว้ตรงกลาง ให้จุดไฟเทินภาชนะสำริดเวียนเจดีย์ประมาณ ๑ โยชน์ตลอดคืนยังรุ่ง เขาทำกัลยาณกรรมตลอดชีวิต แล้วบังเกิดในเทวโลก
เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น ได้เกิดเป็นคนหาบหญ้า อาศัยสุมนเศรษฐีอยู่ เขาได้มีชื่อว่า อันนภาระ ได้ถวายภัตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ และได้ให้ส่วนบุญแก่สุมนเศรษฐี สุดท้ายได้ชื่อว่า ธนเศรษฐี ได้ฉัตรประจำตำแหน่งเศรษฐี ในวันนั้นนั่นเอง
เขาเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์เป็นเวลานาน ครั้งที่พระศาสดาของพวกเราทรงอุบัติ ก็มาถือ
ปฏิสนธิเป็นโอรสของพระเจ้าอาของพระศาสดา ชื่อว่า เจ้าอนุรุทธ เป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง เป็นผู้มีบุญมาก ภัตร
เกิดขึ้นในถาดทองแก่เขาทีเดียว เป็นผู้ไม่รู้จักบทว่า “ไม่มี”และต่อมาได้ออกผนวชเป็นพระองค์ที่ ๗ ภายหลังพระศาสดาทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่าอนุรุทธเถระเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้มีจักษุทิพย์

 

Speak Your Mind

*