ไฟนรก 7 กอง

ไฟนรก 7 กอง  เป็นสิ่งที่เราไม่ควรไปล่วงเกินโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นอันตรายมาก  และจะเป็นกรรมที่จะนำเราไปสู่นรกอย่างรวดเร็ว

ไฟนรกกองที่ 1  ได้แก่  พระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ที่มีบุญบารมีมากที่สุดในโลก  เป็นผู้เดียวในโลกที่มีสัพพัญญุตญาณ ( ญาณที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลโดย ไม่มีที่สิ้นสุด )  และพระพุทธเจ้ายังเป็นนายกของโลกตามตำแหน่งของกฎธรรมชาติที่ได้กำหนดไว้  ซึ่งผู้ใดก็ตามที่ได้ทำกุศลกรรมกับพระองค์  บุคคลนั้นจะต้องได้อานิสงส์ผลบุญมากที่สุดในโลก  ซึ่งมนุษย์คนใดในโลกที่เราไปทำทานด้วยแล้ว  จะได้ผลบุญมากเทียบเท่าพระพุทธเจ้าเป็นไม่มี  ถ้าผู้ใดก็ตามที่ได้ทำอกุศลกรรมกับพระองค์  บุคคลผู้นั้นก็จะต้องได้รับบาปมากที่สุดในโลก  ที่เรียกว่า ……..

ไฟนรกกองที่ 2  ได้แก่  พระธรรม

พระธรรม คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงรู้กฎความเป็นจริงของธรรมชาติทุกอย่าง

ไม่มีผู้ใดในโลกจะฝืนกฎธรรมชาติไปได้  ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธเจ้า  เพราะกฎของธรรมชาตินั้น  ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  จึงไม่เหมือนกับกฎหมายที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน  ซึ่งถ้าคนส่วนใหญ่ต้องการจะเปลี่ยนก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้  และถ้าผู้ใดก็ตาม  ที่ไม่เชิ่อในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  บุคคลผู้นั้นถือว่า เป็นผู้มีความเห็นผิด (มิจฉาทิฐิ)  คือ  มีความเห็นผิดไปจากกฎธรรมชาติที่แท้จริง  จะทำให้คนผู้นั้นได้รับความเดือดร้อนในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  และการมีความเห็นผิดที่ร้ายแรงที่สุด คือ การเชื่อว่าเกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว  ชาติหน้าไม่มี ตายแล้วสูญ  ผู้ที่มีความเห็นอย่างนี้  เมื่อตายไป ……

 

ไฟนรกกองที่ 3  ได้แก่  พระสงฆ์

พระสงฆ์ คือ พระอริยสงฆ์ที่มีบรรลุธรรมตั้งแต่ขั้น 1 คือ พระโสดาบัน  ขั้นที่ 2 คือ พระสกทาคามี  ขั้นที่ 3 คือ พระอนาคามี  และขั้นสูงสุดขั้นที่ 4 คือ พระอรหันต์  เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า  เป็นผู้ที่ตรัสรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า  ได้เป็นขั้นๆ  จนถึงขั้นสูงสุด คือ พระอรหันต์  และเมื่อเราได้ทำบุญกับพระอริยสงฆ์  เราก็จะได้บุญมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วน  แต่ถ้าใครก็ตามไปล่วงเกินทำบาปกับท่าน  เขาผู้นั้นก็จะต้องได้รับบาปมากมายมหาศาลเช่นเดียวกัน

 

ไฟนรกกองที่ 4  ได้แก่  บิดามารดาผู้ให้กำเนิด

บิดามารดาผู้ให้กำเนิดนั้น  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า  พ่อแม่นั้นคือ พระอรหันต์ของลูก  ผู้ใดก็ตามที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่  ถือว่าผู้นั้นมีบุญวาสนาอย่างมาก  เพราะเขาสามารถทำบุญกับพ่อแม่ได้  บุญที่เขาทำไปนั้นจะได้ผลบุญมากมายมหาศาลเทียบเท่ากับพระอรหันต์เช่นกัน  แต่ผลบุญนั้นอาจจะได้ช้ากว่าพระอรหันต์สักหน่อย  แต่อย่างไรก็จะต้องได้บุญมากมายมหาศาลอย่างแน่นอน  สาเหตุที่ต้องได้บุญมากมายเช่นนี้  ก็เพราะว่า ……

แต่ถ้าใครก็ตามที่ได้ล่วงเกินพ่อแม่โดยทางกาย วาจาและทางใจ ……..

 

ไฟนรกกองที่ 5  ได้แก่  ครูบาอาจารย์

ครูบาอาจารย์ เป็นผู้ที่มีความสำคัญมากตามกฎของธรรมชาติ  โดยเฉพาะอาจารย์ผู้ที่สั่งสอนธรรมะ  ให้เราได้รู้หรือเป็นผู้ที่เขียนตำราให้เราได้อ่านก็ตาม  ซึ่งถือว่าเป็นพ่อแม่คนที่ 2 ก็ว่าได้ ……

เมื่อใดก็ตามที่เขามีบุญวาสนา มาเจออาจารย์ที่มีความรู้ในธรรมะ  ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง  เขาผู้นั้นก็เสมือนว่าได้เกิดใหม่ ทั้งที่ยังไม่ตาย  เพราะถ้าเขาได้รู้ธรรมะที่แท้จริงแล้ว  จากตาที่เคยมืดบอด  ก็กลับเห็นแสงสว่างขึ้นมาในทันที  จึงทำให้รู้ว่าการกระทำอะไรเป็นบุญและการกระทำอะไรเป็นบาป  และธรรมะที่ถูกต้องจะทำให้เขาตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมไปจนตลอดชีวิต  และทำให้เขาได้รับกับความสุข ความเจริญทั้งในชาตินี้  และเมื่อตายไป ……

 

ไฟนรกกองที่ 6  ได้แก่  สมณะชีพราหมณ์

ชีและพราหมณ์นั้น  หลายคนคงเข้าใจอยู่แล้วว่า คือ นักบวช  แต่สำหรับสมณะ  ก็คือพระที่บวชในพระพุทธศาสนา  โดยปฏิบัติตามพระวินัย คือ รักษาศีล 227 ข้อ  เรียกว่า สมมติสงฆ์

พระทั่วไปที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมนั้นเรียกว่า สมมติสงฆ์  ถึงแม้จะเป็นสมมติสงฆ์  แต่ถ้ารักษาศีลเป็นอย่างดี  และปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นไปตามทางแห่งพระอรหันต์แล้ว  และถ้าเราได้ไปทำบุญกับท่าน เราก็จะได้บุญมากมายจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว  แต่ถ้าเราไปทำบาปกับท่าน  เราก็จะได้รับบาปมากมายจนนับไม่ถ้วนเหมือนกัน ……..

เรามีสิทธิ์ที่จะทำบุญกับพระรูปใดก็ได้  แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปด่าว่าใคร  เพราะถือว่าไปเบียดเบียนผู้อื่นนั่นเอง

 

ไฟนรกกองที่ 7  ได้แก่  สามี

สามีนั้นเปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2 ของภรรยา  เพราะต้องทำหน้าที่คอยดูแลห่วงใย  และต้องคอยป้องกันภัยให้กับภรรยา  จึงเป็นความสำคัญ  และยังเป็นไฟนรกกองที่ 7  ของผู้หญิงที่เป็นภรรยา  ตามกฎของธรรมชาติที่ได้กำหนดเอาไว้  ฉะนั้นผู้หญิงคนใดที่ได้สามีไม่ดี  ถือว่าเป็นความโชคร้ายของผู้หญิงคนนั้นทั้งขึ้นทั้งล่อง  เพราะเมื่อมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน  ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบมาก  เพราะจะมีโอกาสทำกรรมหนัก  คือ การล่วงเกินต่อสามี  ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2  และเป็นไฟนรกกองที่ 7 ของภรรยานั่นเอง

ถ้าภรรยาทำบุญกับสามี  ภรรยาก็จะได้บุญอย่างน้อยประมาณ 5,000 ล้านเท่า  แต่ถ้าล่วงเกิน  ก็ต้องรับผลบาปอย่างน้อยประมาณ 5,000 ล้านเท่า เช่นกัน

 

* แค่มองเห็นความไม่ดีของไฟนรก 7 กอง  เราก็ต้องรับกรรมแล้ว *

( โปรดติดตามเนื้อหาได้ใน การบรรยายธรรมคอร์ส 1  เรื่อง “ ความสำเร็จที่มาจากการทำทาน และการรักษาศีล ที่ถูกต้อง ” ในรูปแบบของวีซีดี http://siripong.net/dharmamedia/ )

พิสูจน์ชีวิตหลังความตาย


บัดนี้ได้เกิดผู้ที่รู้วิธีที่จะพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้แล้ว  ซึ่งคนอย่างอาจารย์นั้น  อาจจะไม่ใช่ผู้ที่รู้มาก  แต่สิ่งที่อาจารย์รู้เป็นสิ่งที่รู้จริงแน่นอน  และการที่อาจารย์ได้พิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้แล้ว  โดยใช้เวลาพิสูจน์ 2 เดือนกับ 20 วัน  จึงเป็นผลสำเร็จ  ด้วยการถอดกายใน หรือ วิญญาณออกไปหลังความตาย  และได้พิสูจน์หลายอย่าง …….

ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติธรรม เพื่อพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้า

  1. ผู้ต้องการพิสูจน์จะต้องมีศีล 5 บริสุทธิ์
  2. จะต้องเข้ารูปฌาน 4  โดยนั่งสมาธิ
    1. จะต้องนั่งสมาธิ 2 ชั่วโมง ต่อครั้ง
    2. ในแต่ละครั้งที่นั่ง จะต้องดับทุกข์ให้ได้ ( อดทนต่อความเจ็บปวด ที่เกิดขึ้นในขณะที่นั่งสมาธิ )
    3. หากทุกข์ยังไม่ดับ จะต้องนั่งต่อไป ซึ่งถ้านั่งอย่างถูกวิธีแล้ว ทุกข์ควรจะต้องดับภายใน 3 ชั่วโมง เป็นอย่างมาก
  3. ใน 1 วัน จะต้องทำฌานสมาธิ 2 ครั้ง ในเวลา 9:00 – 11:00 น. และ 15:00 – 17:00 น.
  4. จะต้องใช้เวลาในการเก็บตัวทั้งหมด 90 วัน

ในความเป็นจริงแล้ว  จิตสามารถแยกออกจากได้  แต่ที่เราไม่สามารถแยกได้  ก็เพราะว่าจิตของเราไม่ได้รับการฝึกฝน  เพราะไม่มีผู้รู้มาสอนเรา  จิตจึงไม่สามารถแยกออกจากกายได้  ในเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่  แต่จะต้องแยกออกจากกายแน่นอน  ในเวลาที่ต้องตาย

ฉะนั้น  จำเป็นต้องฝึกจิตของเรา ให้สามารถดับเวทนาให้ได้  และถ้าเราสามารถดับเวทนาได้แล้ว  และทำได้หลายๆ ครั้ง  และนั่นหมายถึงว่าจิตของเรา  ได้รับการฝึกฝนจนสามารถดับทุกขเวทนาได้  เราก็จะมีโอกาสรู้ถึงความรู้สึกของพระพุทธเจ้า  ที่สามารถจะดับทุกขเวทนาในขั้นที่ 1 ได้  ซึ่งขั้นของความทุกข์นั้น  อาจจะมีทั้งหมด 100 ขั้น  หรืออาจจะมากกว่านี้ก็ได้  เอาไว้ถ้าทุกท่านผ่านทุกข์ขั้นที่ 1 ได้ก่อน  ก็จะเข้าใจด้วยตัวเองอย่างแน่นอน

อย่าเพิ่งตกใจนะครับ  เพราะที่เราจะพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น  เราแค่ผ่านทุกข์ขั้นที่ 1  ได้ก็เพียงพอต่อการพิสูจน์ธรรมะแล้ว  และเมื่อเราดับทุกขเวทนาได้หลายๆ ครั้ง  ก็จะทำให้จิตกับกาย  เกิดสภาวะที่หลวมๆ  เพราะตัวเวทนาที่ทำให้จิตกับกายยึดกันอย่างแนบแน่นนั้น  บางครั้งได้หายไป  เรียกว่า  เวทนาดับ  และจุดนี้เองที่จะทำให้จิตแยกออกจากกายได้

จิตจะออกนอกร่างอย่างเดียว  โดยกายกับเวทนายังอยู่ด้วยกัน

และเมื่อจิตออกไปนอกร่างอย่างนี้  เราจะมีความรู้สึกเหมือนเราได้ไปท่องเที่ยวข้างนอก  ได้รู้ได้เห็นทุกอย่าง  แต่เมื่อก้มมองตัวเอง  กลับมองไม่เห็นตัวเอง  สาเหตุเป็นเพราะว่าตัวเวทนานั้นยังติดอยู่กับกาย  แต่ที่ออกมาได้คือจิตอย่างเดียว  จึงทำได้เพียงรู้กับเห็นเท่านั้น  และเมื่อไรที่อยากจะกลับร่าง  ก็เพียงแค่นึกกลับเท่านั้น  จิตก็จะเข้ามาในกาย  จะต่อเชื่อมกับเวทนาและกายทันที  เราก็จะรู้สึกตัวและขยับแขนขาได้ตามปกติ

การถอดกายในนั้นเอง  โดยที่จิตกับเวทนานั้นจะติดออกมาด้วยกัน

โดยจะทิ้งร่างไว้เท่านั้น  ซึ่งความรู้สึกของกายในนั้นจะเหมือนกับตัวเราปกติทุกอย่าง  เพราะสามารถจะมองเห็นตัวเอง  เสื้อผ้า แหวน  นาฬิกา ก็ติดมาด้วย  แขน ขา มือไม้ ก็มีครบ  ถ้าลองหยิกตัวเอง  ก็จะรู้ทันทีว่าเจ็บเหมือนปกติ  แต่ถ้าเรานึกว่า  เหาะ  ก็จะพุ่งขึ้นไปบนอากาศ  เหมือนจรวด  และถ้านึกจะไปไหน  ก็จะไปที่นั่นด้วยความเร็วเท่ากับความนึกคิด  ซึ่งจะรวดเร็ว  และการถอดกายในนี้เอง  ถือเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญในการพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้า  เพราะกายในนั้น  ถือว่าเป็นวิญญาณ  และเมื่อออกมานอกร่างได้  จึงถือว่าเราสามารถที่จะพิสูจน์ชีวิตหลังความตายได้

ส่วนการที่จะเหาะออกไปนอกโลก  จนถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  หรือ จะเดินลงไปในนรกนั้น  ก็ขึ้นอยู่กับ  ……

( โปรดติดตามเนื้อหาได้ใน การบรรยายธรรมคอร์ส 1  เรื่อง “ ความสำเร็จที่มาจากการทำทาน และการรักษาศีล ที่ถูกต้อง ” ในวันที่ 5 มิถุนายน นี้ )

 

น่าสงสารที่ ดารานักร้องนักแสดงมืออาชีพ เมื่อตายไปต้องตกนรก

สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน  ครั้งนั้นพ่อบ้านนักเต้นรำ นามว่า ตาลบุตร  เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงที่ประทับ  แล้วได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า  “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์เคยได้ยิน  คำของนักเต้นรำผู้เป็นอาจารย์และโบราณาจารย์  ก่อนๆ กล่าวว่า  นักเต้นรำคนใด  ทำให้คนหัวเราะรื่นเริง  ด้วยคำจริงบ้าง  คำเท็จบ้าง  กลางสถานเต้นรำ  กลางสถานมหรสพ  ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป  ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้ร่าเริง  ในข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า  จะตรัสอย่างไรพระเจ้าข้า ”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  “ อย่าเลยนายคามณี  จงหยุดคำถามนี้เสียเถิด  ท่านจงอย่าได้ถามคำถามนี้กับเราเลย  ”

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแล้ว  ทำให้พ่อบ้านหัวหน้านักเต้นรำ  เกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก  จึงได้พยายามถามเป็นครั้งที่ 2  แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสอย่างเดิม  พ่อบ้านก็คะยั้นคะยอ ถามเป็นครั้งที่ 3

พระพุทธเจ้าก็ต

จะทำบุญอย่างไร ให้ร่ำรวย ภายในชาตินี้

พระพุทธเจ้าทรงบอกวิธีที่จะทำให้ได้ตามคำขอทั้ง 4 ประการ

  • ประการที่ 1 คือ ขอให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐี
  • ประการที่ 2 คือ ขอให้มียศถาบรรดาศักดิ์
  • ประการที่ 3 คือ ขอให้อายุยืนยาว
  • ประการที่ 4  คือ ขอให้ตายแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์

เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน  ในการทำบุญแล้วให้ได้ผลบุญตามที่ปรารถนา  ขั้นตอนและวิธีการต่อจากนี้ไป  จะเป็นการใช้ประสบการณ์ในการทำบุญที่ผ่านมา 10 กว่าปี ของ อ.ษิริพงศ์  อัครศรียุกต์  ซึ่งทุกขั้นตอน  ทุกวิธีการ  อาจารย์ได้ใช้และปฏิบัติมาแล้วทั้งสิ้น  ซึ่งก็เป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ทุกอย่าง

ก่อนที่จะถึงวิธีปฏิบัติ  ขอให้ทุกท่านพิจารณาตัวอย่างของส่วนผสมบุญที่จะต้องนำไปใช้ในหัวข้อของทาน ศีล สมาธิ  ส่วนผสมของบุญทั้ง 3 มีดังนี้

ตัวอย่างส่วนผสมบุญ ถ้าท่านมีทรัพย์น้อย  ก็จะทำทานได้ไม่มากนัก  ให้ปฏิบัติดังนี้

  1. ต้องทำทานโดยการเป็นเจ้าภาพร่วมสังฆทาน เดือนละ 2,000 บาท
  2. วันธรรมดาต้องรักษาศีล 5  และในวันพระต้องรักษาศีลอุโบสถ
  3. ทำฌานภาวนาวันละ 2 ครั้ง  เวลาเช้า 2 ชั่วโมง  เวลาค่ำ 1 ชั่วโมง  ในระหว่างนั่งฌาน ให้อธิษฐานตามที่กำหนดให้

ก่อนที่ อาจารย์จะกล่าวถึงวิธีปฏิบัติ  อาจารย์ขอทำความเข้าใจกับทุกท่านก่อนว่า  วิธีที่จะประสบความสำเร็จแบบที่อาจารย์จะแนะนำ  ให้ทุกท่านปฏิบัตินี้  เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำ  และผู้ที่จะใช้วิธีนี้  ต้องเป็นผู้ที่มีความเชื่อและความศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  ว่าเป็นสรณะ  คือ  เป็นที่พึ่งสูงสุด

อาจารย์ขอแนะนำว่า  ถ้าใครยังไม่มีความเชื่อในพระรัตนตรัยแล้ว  ขอให้ไปพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้า  ตามที่อาจารย์ได้บอกวิธีเอาไว้เสียก่อน  เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลากันเป็นปีๆ  เพราะการพิสูจน์อย่างตั้งใจนั้น  จะใช้เวลาเพียง 90 วัน  ก็จะเห็นผล  และเมื่อท่านพิสูจน์จนเห็นผลแล้ว  ว่าพระพุทธเจ้านั้น  เป็นผู้ที่รู้จริงแน่นอน  อาจารย์ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาอธิบายกันมากมาย  และท่านเองก็จะสามารถใช้วิธีที่อาจารย์แนะนำมานี้ได้

มนุษย์ทุกคนเมื่อตายแล้วต้องตก นรก มากกว่า 99%

ในครั้งนั้น  พระพุทธเจ้าได้ทรงช้อนฝุ่นเล็กน้อย  ไว้ในปลายเล็บของพระองค์  แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา  ตรัสถามว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจะคิดเห็นเป็นไฉน  ระหว่างฝุ่นเล็กน้อย  ที่เราได้ช้อนขึ้นไว้ในปลายเล็บ  กับฝุ่นในแผ่นดินใหญ่ที่เธอเห็นนี้   อันไหนจะมากกว่ากัน

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ฝุ่นในแผ่นดินใหญ่นี้แล  มีมากกว่าพระเจ้าข้า  ฝุ่นเล็กน้อยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงช้อนไว้ในปลายพระนขา (เล็บ) มีน้อยมาก  เมื่อเทียบกับฝุ่นในแผ่นดินใหญ่แล้ว  ฝุ่นเล็กน้อยที่อยู่บนปลายเล็บของพระพุทธองค์  ย่อมไม่สามารถจะเทียบกันได้เลย  แม้เพียงส่วนเสี้ยวก็ตาม พระเจ้าค่ะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เป็นอย่างนั้นนั่นแล  สัตว์ที่ตายแล้วกลับมาเกิดในหมู่มนุษย์มีน้อยมาก  ซึ่งเทียบเท่ากับฝุ่นที่อยู่บนปลายเล็บของตถาคต

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สัตว์ที่ตายจากโลกมนุษย์แล้ว  กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย  โดยมากแล้ว  กลับไปเกิดในนรก สัตว์เดรัจฉาน และ เปรตวิสัย มีมากกว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สัตว์ที่ตายจากเทวดาแล้ว  กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย  โดยมากแล้ว  กลับไปเกิดในนรก สัตว์เดรัจฉาน และ เปรตวิสัยมีมากกว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สัตว์ที่ตายจากนรกแล้ว  กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย  โดยมากแล้ว  กลับไปเกิดในนรก สัตว์เดรัจฉาน และ เปรตวิสัยมีมากกว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สัตว์ที่ตายจากสัตว์เดรัจฉานแล้ว  กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย  โดยมากแล้ว  กลับไปเกิดในนรก สัตว์เดรัจฉาน และ เปรตวิสัยมีมากกว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สัตว์ที่ตายจากเปรตวิสัยแล้ว  กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อย  โดยมากแล้ว  กลับไปเกิดในนรก สัตว์เดรัจฉาน และ เปรตวิสัยมีมากกว่า

เพราะสัตว์เหล่านั้น  ที่ไม่ได้กลับมาเป็นมนุษย์  และต้องไปเกิดในอบายภูมิ  ก็เพราะว่า  สัตว์เหล่านั้น  ไม่ได้เห็นอริยสัจ 4  อริยสัจ 4 เป็นไฉน?  คือ ทุกข์  สมุทัย นิโรธ มรรค

ภิกษุทั้งหลาย  เพราะฉะนี้แล  เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียร  เพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า  นี้คือทุกข์  นี้คือสมุทัย  นี้คือนิโรธ  นี้คือมรรค

ภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล

สรุปแล้ว  ผู้ที่ตายจากโลกนี้ไปแล้ว  จะกลับมาเกิดมาเป็นมนุษย์อีกนั้น  มีน้อยมาก  แทบจะไม่สามารถนับได้เลย  แม้แต่เพียงส่วนเสี้ยวของผู้ที่ไปเกิดในนรกและอบายภูมิ  สรุป  ผู้ที่ตายไปแล้ว  ลงนรกและอบายภูมินั้นมากกว่า 99.99%  ด้วยซ้ำไป  แล้วท่านทั้งหลาย  คิดว่าท่านจะรอดพ้นจากนรกได้อย่างไร ?  แต่สำหรับผู้ที่ได้ฟังธรรมคอร์ส 1 แล้ว  เขาเหล่านั้น  จัดว่าเป็นผู้ที่มีบุญวาสนาบารมีมากเหลือเกิน  และมากพอที่จะสามารถรอดพ้นจากนรกได้  และยังไปเกิดเป็นเทวดา  เป็นเจ้าครองวิมานอย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์

 

5 มิถุนายน วันสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของทุกท่าน

โปรดอย่าพลาด!!