เชิญร่วมบุญใหญ่ซื้อ “โคมไฟแชงกาเรีย” ติดตั้งประดับเพดานพระอุโบสถหลังใหม่ ณ วัดลำโพ

บุญใหญ่อีกครั้งมาถึงแล้ว

อ.ษิริพงศ์ขอเชิญทุกท่านร่วมบุญซื้อถวาย “โคมไฟแชงกาเรีย”

ติดตั้งประดับเพดานโบสถ์หลังใหม่ ณ วัดลำโพ

 

 

โคมไฟแชงกาเรีย1

 

 

โอกาสร่วมบุญใหญ่ของพวกเราเวียนมาถึงอีกครั้งแล้ว อาจารย์ได้อาสาขอดูแลและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซื้อโคมไฟแชงกาเรียของวัดลำโพ จำนวน 2 โคม จากทั้งหมด 4 โคม ซึ่งโคมที่ดูแลนั้นเป็นโคมที่ 1และโคมที่ 2 ซึ่งอยู่ด้านหน้าของโบสถ์ ซึ่งมีมูลค่าโคมละ 250,000 บาท รวม 2 โคมมูลค่ารวม 500,000 บาท

และในโอกาสนี้อาจารย์และครอบครัวขอประเดิมทำบุญเริ่มต้นที่ 50,000 บาท และขอเชิญชวนทุกคนได้ร่วมบุญใหญ่ในครั้งนี้ด้วยกันนะ(ซึ่งมีอานิสงส์อยู่ด้านล่างนี้)

 

ร่วมทำบุญโดยโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์

ธนาคารกสิกรไทย สาขาBigCรัตนาฯ1สนง.ย่อยของBigCบางใหญ่

ชื่อบัญชี “ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์”

เลขที่ 572-2-48376-8

 

หมายเหตุ 1.หากยอดทำบุญครบตามจำนวน 500,000 บาท อาจารย์ก็จะทำการปิดบัญชีทันที
2. คณะกรรมการตรวจสอบบัญชี ได้แก่ 1.คุณหทัยวรกาญบ์(คุณหน่อย), 2.คุณบัญชา(คุณชา), 3.คุณรัตนพันธ์(คุณเข้ม), 4.คุณวลัยภรณ์(คุณติ๊ก), 5.คุณจิตรวี(คุณหลี)

 

11233519_886288308097950_616926862516454060_n    11039868_886288358097945_3461649324803287106_n    11227031_886288398097941_1498142666166595479_n

 

11203174_886288411431273_7454523718192254499_n       1507163_886288434764604_4668927023454513286_n      11214724_886288274764620_7224314258847663945_n

 

อานิสงส์แห่งการถวายประทีป

 

ปัญฐจทีปทยิกาเถรีอปทานที่ ๕
ครั้งนั้น ดิฉันอยู่ในพระนครหังสวดี ต้องการกุศลจึงไปตามวัดและอาราม ได้พบไม้โพธิ์อันอุดมในวันกาฬปักษ์ ดิฉันยังจิตให้เลื่อมใสในไม้โพธิ์นั้น ตั้งจิตอันประกอบด้วยความเคารพไว้ คิดอย่างนี้ในทันใดนั้นว่า ถ้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีพระคุณนับไม่ได้ไม่มีบุคคลอื่นเปรียบเสมอจริงไซร้ ขอให้ไม้โพธิ์นี้จงเปล่งรัศมี ในทันใดนั้นเองไม้โพธิ์ก็ได้โพลงไปทั่วพร้อมกับที่ดิฉันนึก รัศมีนั้นสำเร็จด้วยสีทองล้วนไพโรจน์ไปทั่วทิศ ดิฉันนั่งอยู่ที่โคนโพธิ์นั้น ๗ คืน ๗ วัน เมื่อถึงวันที่ ๗ ดิฉันได้ทำการบูชาด้วยประทีป ๕ ดวงลุกโพรงรอบอาสนะจนถึงเวลาพระอาทิตย์อุทัย
เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้นและเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานสวยงาม เรียกว่า ปัญจทีปวิมาน สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ มีประทีปนับไม่ถ้วนส่องแสงสว่างล้อมดิฉันทั่วเทพพิภพโชติช่วงด้วยแสงประทีป

เอกทีปิยเถราปทานที่ ๗
ท่านพระเอกทีปิยเถระ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในตระกูลคฤหบดี มีศรัทธาเลื่อมใส ได้เริ่มตั้งน้ำมันและไส้(ประทีป)ทำเป็นการถาวร เพื่อบูชาด้วยประทีปดวงหนึ่งไว้ที่ไม้สนอันเป็นโพธิพฤกษ์แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นนิตย์ ด้วยบุญอันนั้นเขาจึงได้เสวยความสุขในเทวโลกและมนุษยโลก เป็นผู้รุ่งเรืองในที่ทุกแห่ง มีดวงตาแจ่มใสดี ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป ในกัปที่ ๑๖,๐๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง ทรงพระนามว่าจันทาภา มีพละมาก ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในตระกูลแห่งหนึ่งซึ่งสมบูรณ์ด้วยสมบัติในกรุงสาวัตถี บวชแล้วไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตปรากฏชื่อว่า เอกทีปิยเถระ ได้คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ซึ่งบรรลุคุณวิเศษได้ด้วยการบูชาประทีป

พระอนุรุทธเถระเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้มีจักษุทิพย์
ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตร กุลบุตรผู้เป็นกุฎุมพีผู้ยิ่งใหญ่ไม่ปรากฏชื่อ สร้างต้นประทีปหลายต้นประมาณไม่ได้ เขาทำกัลยาณกรรมอย่างนี้ตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ล่วงไปแสนกัป ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า บังเกิดในเรือนกุฎุมพีใกล้กรุงพาราณสี เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน เมื่อสร้างเจดีย์ประมาณ ๑ โยชน์สำเร็จแล้ว ให้สร้างภาชนะสำริดเป็นอันมากบรรจุเนยใสจนเต็ม ให้วางไส้ตะเกียงเว้นระยะองคุลี ๑ ๆ ให้จุดไฟขึ้นให้ล้อมพระเจดีย์ให้ขอบปากต่อขอบปากจดกัน ให้สร้างภาชนะสำริดใหญ่กว่าเขาทั้งหมดสำหรับใส่เนยใสเต็ม จุดใส้ตะเกียงพันดวงรอบๆ ขอบปากภาชนะสำริดนั้นเอาผ้าเก่าที่เป็นจอมหุ้มไว้ตรงกลาง ให้จุดไฟเทินภาชนะสำริดเวียนเจดีย์ประมาณ ๑ โยชน์ตลอดคืนยังรุ่ง เขาทำกัลยาณกรรมตลอดชีวิต แล้วบังเกิดในเทวโลก
เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น ได้เกิดเป็นคนหาบหญ้า อาศัยสุมนเศรษฐีอยู่ เขาได้มีชื่อว่า อันนภาระ ได้ถวายภัตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ และได้ให้ส่วนบุญแก่สุมนเศรษฐี สุดท้ายได้ชื่อว่า ธนเศรษฐี ได้ฉัตรประจำตำแหน่งเศรษฐี ในวันนั้นนั่นเอง
เขาเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์เป็นเวลานาน ครั้งที่พระศาสดาของพวกเราทรงอุบัติ ก็มาถือ
ปฏิสนธิเป็นโอรสของพระเจ้าอาของพระศาสดา ชื่อว่า เจ้าอนุรุทธ เป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง เป็นผู้มีบุญมาก ภัตร
เกิดขึ้นในถาดทองแก่เขาทีเดียว เป็นผู้ไม่รู้จักบทว่า “ไม่มี”และต่อมาได้ออกผนวชเป็นพระองค์ที่ ๗ ภายหลังพระศาสดาทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่าอนุรุทธเถระเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้มีจักษุทิพย์

 

ความสำเร็จของพิธีถวายมหาสังฆทาน ประจำปี 2554

ความสำเร็จของพิธีถวายมหาสังฆทาน ประจำปี 2554

“พิธีถวายมหาสังฆทาน” ที่มูลนิธิพิสูจน์ธรรมจัดขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ.2554 ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร ได้สำเร็จลงด้วยความประทับใจและความปิติในบุญเป็นอันมาก บรรยากาศเริ่มต้นด้วยความคึกคัก โดยมีผู้มารอเข้าคิวเพื่อรับบัตรเข้างานตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้า ทักษิณาทานชั้นเลิศที่นำมาน้อมถวายแด่หมู่สงฆ์ ได้ถูกนำมาเรียงรายเอาไว้สวยงามอย่างมากมาย ซึ่งได้แก่ ซุปหูฉลามน้ำแดง, คะน้าฮ่องกงผัดน้ำมันหอยเห็ดหอม, กุ้งมังกรหลากรส, กุ้งแม่น้ำย่าง, ลอดช่องและขนมเปียกปูนแสนอร่อย, เชอรี่จากประเทศแคนาดา, สับปะรดภูแลหวานหอมจากเชียงราย, องุ่นไร้เมล็ด, สาลี่หอมและแอปเปิ้ลจากสหรัฐอเมริกา, ส้มคัดพิเศษจากประเทศออสเตรเลีย, อินทผาลัมสด และอาหารเลิศรสอีกมากมาย


พิธีเริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการด้วยขบวนของผู้แต่งกายอันแทนเหล่าเทวดานางฟ้า นำโดยองค์จอมเทพสมเด็จพระอัมรินทราธิราช ซึ่งเป็นผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประจำมูลนิธิพิสูจน์ธรรมสู่ใจกลางพิธี โดยเสด็จมาพร้อมกับเทพนารีผู้งดงามและขบวนบูชาอันประกอบด้วยเหล่าเทพบุตร, นางฟ้า, เทวดา, เทพธิดา และนายเขมกะผู้ทำหน้าที่ถือธงทอง โดยเหล่านางฟ้าได้ถวายการฟ้อนรำอันอ่อนหวานและนอบน้อม และเทพเทวาทั้งหลายก็ได้ถวายพานดอกไม้อันสวยงาม เพื่อบูชาแด่พระบรมสารีริกธาตุที่ได้นำมาประดิษฐานอยู่ ณ ด้านหน้าพิธี

ลำดับต่อมา เมื่อหมู่สงฆ์ที่เป็นตัวแทนแห่งสงฆ์ซึ่งเทียบเท่ากับพระอรหันต์ได้เดินทางมาถึง เทวดาทั้งหลายได้ถวายการต้อนรับด้วยการกางสัปทนถวายแด่ตัวแทนหมู่สงฆ์ทุกรูปตลอดทางเดิน ท่านอาจารย์ษิริพงศ์ได้น้อมถวายพวงมาลัยแด่สงฆ์ทุกรูป พร้อมทั้งตัวแทนมูลนิธิพิสูจน์ธรรมก็ได้ล้างเท้าถวายด้วยน้ำอบน้ำหอมนานาชนิด และถวายการพัดโบกแด่หมู่สงฆ์ ซึ่งพิธีทั้งหลายเหล่านี้ได้ยังความปลาบปลื้มและซาบซึ้งเป็นอันมากแก่ผู้ที่ร่วมบุญในพิธีทั้ง 2,000 คน

kkk

ต่อจากนั้นพิธีสงฆ์และพิธีถวายมหาสังฆทานจึงได้เริ่มต้นขึ้น และได้มีการถวายกัปปิยภัณฑ์อันแทนปัจจัยสี่แด่หมู่สงฆ์ โดยมียอดถวายเงินถึง 310,000 บาท และเมื่อการประเคนถวายมหาสังฆทานสิ้นสุดลง ท่านอาจารย์ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ประธานในพิธี ได้บรรยายธรรมให้ความรู้ในเรื่อง อานิสงส์แห่งการถวายทานที่ทำด้วยความตั้งใจและความปราณีต รวมทั้งได้บรรยายถึงความยิ่งใหญ่ของการเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ณ ประเทศอินเดีย-เนปาล จากนั้นงานพิธีถวายมหาสังฆทานได้จบลงอย่างบริบูรณ์ด้วยพิธีการแบ่งบุญ โดยทุกท่านที่ได้รับการแบ่งบุญก็จะได้รับบุญของคนทั้งหมดเกือบ 2,000 คน ที่ได้ทำในวันนั้นไปด้วยพร้อมๆ กัน จากนั้นทุกท่านก็ร่วมกันรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งล้วนเป็นทานที่หมู่สงฆ์ได้สละแล้ว ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยก่อนที่จะเดินทางกลับ

ทางมูลนิธิพิสูจน์ธรรมขออนุโมทนาบุญกับผู้ร่วมถวายทานทุกท่าน ที่ได้สละทรัพย์ของตนให้เป็นมหาสังฆทานและขออนุโมทนาบุญกับผู้ที่มาร่วมถวายมหาสังฆทานด้วยตนเองในงานทุกท่าน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นบุญอันมหาศาล รวมทั้งขออนุโมทนาบุญกับเจ้าหน้าที่หลัก เจ้าหน้าที่อาสา และผู้อาสาช่วยงาน ซึ่งมีจำนวนรวมแล้วมากกว่าสองร้อยท่าน ที่ได้สละเวลามาจัดเตรียมงานด้วยความทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจโดยปราศจากสิ่งใดตอบแทน ยกเว้นบุญเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

kkk
และเหนือสิ่งอื่นใด ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ซึ่งเป็นผู้เผยแผ่ธรรมะคำสั่งสอนที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า ทำให้คนจำนวนมากสามารถตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมได้อย่างแท้จริงและได้รู้จักกับการทำบุญที่ได้บุญมากอย่างถูกวิธี รวมทั้งเป็นผู้นำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้งานนี้เกิดขึ้นและได้รับความสำเร็จอย่างเกินความคาดหมาย

คลิกที่นี่ เพื่อชมภาพความประทับใจทั้งหมด

kkk

ขอเชิญอบรมธรรมะคอร์ส “ความสำเร็จที่มาจากการนั่งฌาน (สมาธิ) ที่ถูกต้อง”

 

เปิดให้ทุกท่านลงทะเบียนล่วงหน้าแล้ว วันนี้!


จัดขึ้นใน วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2554

เวลา 09:00 – 18:00 น.

มูลนิธิพิสูจน์ธรรม


การลงทะเบียนอบรมในคอร์สนี้ ท่านจะได้รู้วิธีการฝึกฌานสมาธิที่ถูกต้อง ตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ด้วยการรับฟังการบรรยายในภาคทฤษฏี และฝึกปฏิบัติจริง โดยท่านอาจารย์ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์จะเป็นผู้สอนด้วยตนเอง

ท่านจะได้เห็นคุณค่าอันมหาศาลของบุญแห่งการนั่งฌาน ที่จะเกิดขึ้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้า รู้ถึงประโยชน์ของฌานที่จะทำให้ท่าน สามารถแก้ไขปัญหาชีวิตที่ท่านกำลังเผชิญอยู่ และพลิกให้กลายเป็นความสำเร็จได้อย่างไม่น่าเชื่อราวกับการมีแก้วสารพัดนึก สำหรับท่านที่เคยฝึกมาแล้วแต่มีข้อสงสัยในการปฏิบัติมากมาย แต่ไม่รู้จะถามใครดี ท่านจะได้รับคำตอบที่ชัดเจน ถูกต้องและครบถ้วน เมื่อได้เข้าอบรมในคอร์สนี้

 

ค่าใช้จ่าย ท่านละ 400 บาท (รวมค่าอาหารกลางวัน และอาหารว่าง 3 ครั้ง)

จำนวนที่นั่ง 350 ท่าน

คุณสมบัติของผู้เข้ารับการอบรม

ผ่านการอบรมธรรมะคอร์ส 1“ความสำเร็จที่มาจากการทำทาน และการรักษาศีลอย่างถูกต้อง” หรือชมวีซีดีในคอร์ส 1 จนครบถ้วนแล้วเท่านั้น!

 

ขั้นตอนการจองที่นั่ง

1. กรุณาโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์

ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเซ็นทรัลปิ่นเกล้า

ชื่อบัญชี ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์

เลขที่บัญชี 758-2-30382-1

2. ส่งเอกสารหลักฐานการโอนเงิน

ทางแฟ็กซ์: 02-961-7316 หรือ E-mail: pisoodthampr@gmail.com

พร้อมระบุ: ชื่อ นามสกุล และเบอร์โทรติดต่อของผู้เข้าฟังธรรม

และเขียนระบุว่า จองคอร์สนั่งฌาน 1 วัน” หรือ “จองคอร์สอบรม 26 มิ.ย.”

3. โทรศัพท์ยืนยันการส่งเอกสารของท่าน:

โทร. 081-808-6796,  086-978-9379,  02-961-7318

พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ว่า ท่านต้องการจะเดินทางมารับบัตรที่มูลนิธิฯ หรือไปรับบัตรในวันอบรม

วิธีการตอบแทนพระคุณอาจารย์ษิริพงศ์ ให้สำเร็จได้ในชาตินี้

 

วิธีการตอบแทนพระคุณอาจารย์ษิริพงศ์

ให้สำเร็จได้ในชาตินี้



มีผู้คนจำนวนนับแสน เมื่อได้ฟังธรรมะจากพระพุทธเจ้า ซึ่งถูกถ่ายทอดโดยท่านอาจารย์ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ผู้ที่สามารถบรรยายธรรม แล้วทำให้คนตั้งมั่นอยู่ในความดี อยู่ในศีลและธรรมได้อย่างมั่นคงอย่างน่าอัศจรรย์แล้ว ได้กลายเป็นผู้ที่เกิดใหม่อีกครั้ง ทั้งๆ  ที่ยังไม่ตาย! จากเดิมที่เป็นผู้ที่ทำทั้งความดีและความชั่ว ทำทั้งบุญและบาปด้วยความที่ไม่รู้ธรรมะ ซึ่งเมื่อตายไปจะต้องไปลงนรกและอบายภูมิอย่างแน่นอน หันมาเป็นผู้ที่รู้จักความผิดชอบชั่วดีอย่างถูกต้อง หันมาเป็นผู้ที่ทำแต่ความดีและบุญกุศลเพียงอย่างเดียว บาปกรรมแม้แต่น้อยนิด กลายเป็นสิ่งที่ยากเย็นเหลือเกินที่จะสามารถทำได้…

 

ทั้งยังเป็นผู้ที่รู้วิธีการทำบุญอย่างถูกต้อง รู้ว่าทำบุญอย่างไรให้ได้บุญมาก ความรู้ที่ได้จากอาจารย์ษิริพงศ์นั้น เปรียบเทียบได้กับการได้ครอบครองกุญแจไขจักรวาล ที่จะทำให้ตนเองได้รับในทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรารถนา กลายเป็นผู้ที่ไม่กลัวความตายอีกต่อไป เพราะได้รู้ตัวว่าการทำบุญกุศลตามที่ท่านอาจารย์ได้สั่งสอนนั้น จะทำให้ตนเองได้ไปสวรรค์และมีความเจริญรุ่งเรืองกว่าชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วยซ้ำไป ทั้งยังเป็นผู้ที่รอดพ้นจากการลงนรกและอบายภูมิ ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่บนโลกนี้ เมื่อตายแล้วจะต้องไปอย่างแน่นอน ดังนั้นพระคุณของอาจารย์ษิริพงศ์ที่ทำให้ผู้คนสามารถตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมเช่นนี้ จึงมีมากมายมหาศาลและยิ่งใหญ่จนสุดที่จะประมาณได้

 

มีลูกศิษย์บางท่านได้กล่าวกับท่านอาจารย์ษิริพงศ์ว่า พระคุณของอาจารย์ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน…จะทำอย่างไรดีจึงจะตอบแทนพระคุณอาจารย์ได้ในชาตินี้?เมื่อท่านอาจารย์ได้ฟังแล้วก็ยังไม่ทราบว่า จะตอบคำถามนี้ไปว่าอย่างไร เพราะตนเองก็ไม่เคยหวังที่จะได้อะไรจากใครเลย หวังเพียงให้ลูกศิษย์ได้รู้จักธรรมะที่ถูกต้อง ได้ทำหน้าที่รักษาศีลและธรรมของตนเองให้มั่นคงไปตลอดชีวิตเพียงเท่านั้น

 

ลูกศิษย์หลายท่านหาโอกาสตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์ ด้วยการมอบพวงมาลัยบูชาท่าน หาซื้อสิ่งของสวยงามต่างๆ มาเป็นของขวัญ และหาซื้ออาหารเลิศรสต่างๆ มามอบแด่ท่าน ท่านอาจารย์เองก็มีความซาบซึ้งในการกระทำของหมู่ลูกศิษย์เหล่านั้นเป็นอย่างมาก แต่นั่นก็ยังมิใช่การตอบแทนพระคุณอย่างแท้จริง เพราะสิ่งของสวยงามหรืออาหารอันเลิศรสต่างๆ ท่านอาจารย์อาจจะสามารถหาของเหล่านั้นมาด้วยตนเองได้ ถ้าพูดถึงวัตถุสิ่งของที่เป็นดังลาภสักการะทั้งหลายนั้น ท่านอาจารย์ก็ไม่เคยคิดที่จะเรียกร้องหรือต้องการจากผู้ใดเลย…

 

ท่านอาจารย์ษิริพงศ์เคยกล่าวอยู่บ่อยครั้งว่า การให้ที่มีผลมากนั้น…จะต้องให้ในสิ่งที่เขาอยากได้” และบัดนี้…ท่านอาจารย์ได้รู้แล้วว่าตนเองต้องการที่จะได้อะไรจากลูกศิษย์ เพื่อให้ลูกศิษย์สามารถตอบแทนแก่ท่านได้สำเร็จ สิ่งนั้นก็คือ…การที่ลูกศิษย์ทั้งหลายสามารถพาตนเองมาฟังธรรมะบรรยายคอร์สที่ 1 ในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นคอร์สธรรมะที่สามารถทำให้คนเปลี่ยนชีวิตของตนเอง หันมาตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมได้อย่างน่าอัศจรรย์มาแล้วมากมาย แต่ในครั้งนี้เป็นการบรรยายธรรมสดเป็นครั้งสุดท้าย เนื่องจากท่านอาจารย์มีภารกิจมาก จึงมีการบันทึกเทปเพื่อใช้ในการเผยแผ่ต่อไปในอนาคต และในการบรรยายธรรมครั้งนี้ จะครบถ้วนและสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่ผ่านมาทุกครั้ง ลูกศิษย์คนใดที่เคยฟังแล้วและได้มาฟังในครั้งนี้อีก ก็จะได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์ในบุญกุศลเพิ่มขึ้นอย่างเข้มข้นมากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา

 

การตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์อีกประการหนึ่งคือ การที่ลูกศิษย์สามารถพาผู้อื่นมาฟังธรรมในคอร์สนี้พร้อมกัน เพราะท่านอาจารย์หวังที่จะทำให้ผู้คนสามารถตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมให้ได้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลูกศิษย์ท่านใดสามารถพาผู้อื่นมาฟังธรรมได้ ยังเป็นผู้ที่ได้บุญแห่งการให้ธรรมะเป็นทาน ซึ่งเป็นทานที่ชนะทานทั้งปวงอีกด้วย เพราะเขาผู้นั้นจะเป็นผู้ที่สามารถรอดพ้นจากนรกและอบายภูมิ และเป็นผู้ที่มีแต่ความสุขความเจริญทั้งในชาตินี้และตลอดไป ขอเพียงเขาได้เข้ามาฟังท่านอาจารย์บรรยายในคอร์สนี้…เพียงครั้งเดียวเท่านั้น!

 

ดังนั้นลูกศิษย์ท่านใดสามารถที่จะพาตนเองและผู้อื่นมาฟังธรรมะบรรยายในวันที่ 5 มิ.ย. นี้ได้ ท่านอาจารย์จะถือว่า ลูกศิษย์ท่านนั้นได้ทำการตอบแทนพระคุณของท่านสำเร็จแล้วในชาตินี้ และในครั้งนี้จะเป็นโอกาสครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย ที่ลูกศิษย์ทั้งหลายจะสามารถตอบแทนพระคุณของท่านได้ เพราะหลังจากนี้เป็นต้นไป…จะไม่มีสิ่งใดที่ท่านอาจารย์จะปรารถนาจากลูกศิษย์ของท่านอีกแล้วนั่นเอง

ขอเชิญสมัครเข้าร่วมโครงการ “พิสูจน์ชีวิตหลังความตาย” จัดในเดือนสิงหาคมนี้

เปิดรับสมัคร

ธรรมะปฏิบัติคอร์ส A2 : ปฏิบัติฌาน  10 วัน ครั้งที่ 2

 

 

กำหนดวัน: วันศุกร์ที่ 12 ถึง วันอาทิตย์ที่  21 สิงหาคม 2554 ( 10 วัน )

ค่าใช้จ่าย: ไม่มี (ยกเว้นค่าเดินทางไป-กลับ กับรถโดยสารที่มูลนิธิฯ จัดหาให้)

 

ผู้เข้าอบรมจะต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นต่อไปนี้ครบทุกข้อ…

1. ผ่านการฟังธรรมะบรรยายคอร์ส 1 เรื่อง “ความสำเร็จที่มาจากการทำทาน และการรักษาศีลอย่างถูกต้อง” ทั้งจากการบรรยายสด หรือชมวีซีดีคอร์ส 1 จนครบถ้วนแล้ว

2. ผ่านการฟังธรรมะบรรยายคอร์ส 2,3 หรือชมวีซีดีในคอร์ส 2,3 จนครบถ้วนแล้ว

3. ผ่านการฟังธรรมะปฏิบัติคอร์์ส A1 แล้ว (26 มิ.ย.54)

4. สามารถรักษาศีลแปดและศีลอุโบสถได้ทุกวันตลอดการอบรม

5. สามารถเข้าร่วมปฏิบัติตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายแห่งการปฏิบัติ ครบ 10 วัน

6. สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบอื่นๆ ของการฝึกอบรมได้อย่างเคร่งครัด

 

 

โครงการแห่งมวลมนุษยชาติ

“พิสูจน์ชีวิตหลังความตายใน 120 วัน”

 


ไม่มีใครหลีกหนีความตายได้พ้น!

 

คงไม่มีใครสามารถที่จะปฏิเสธความจริงที่ว่า มนุษย์บนโลกนี้เมื่อเกิดมาแล้วก็จะต้องตายกันทุกคน โดยไม่มีใครได้รับการยกเว้นเลยแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าเขาจะเป็นอภิมหาเศรษฐีของโลก เป็นผู้นำประเทศผู้เก่งกล้าสามารถ เป็นกษัตริย์ผู้เรืองอำนาจอย่างยิ่งใหญ่ หรือเป็นหมอรักษาโรคที่เก่งที่สุด ไม่ว่ามนุษย์จะเกิดมาได้อยู่ในฐานะอะไรก็ตาม ก็มิอาจหลีกหนีจากความตายได้เลย

แต่จะมีใครรู้บ้างว่า เมื่อตายไปแล้ว โลกหลังความตายมีจริงหรือไม่ ตายแล้วสูญ หรือตายแล้วมีสวรรค์นรก โลกหลังความตายจะมีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร จะน่าอยู่หรือน่ากลัวเพียงใด คนส่วนใหญ่อาจจะทำได้เพียงเชื่อตามที่ตนเองเคยได้ยินได้ฟังมา หรือเชื่อตามลัทธิศาสนาของตนเอง ซึ่งก็ไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจน หรือมีหลักฐานอย่างเป็นรูปธรรมอีกว่า สิ่งที่รู้หรือเชื่อตามเขามานั้น ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ แม้นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน ก็สามารถทำได้เพียงการนำยานพาหนะออกไปสำรวจยังดวงดาวอื่นๆ นอกโลก แต่ไม่สามารถหาวิธีพิสูจน์หรือหาหลักฐานใดๆ มายืนยันได้เลยว่า โลกหลังความตายมีจริงหรือไม่? ทั้งๆ ที่ความรู้นี้ เป็นสิ่งแรกในโลกที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้รู้ เพื่อที่จะได้ใช้ในเวลาขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างถูกต้อง

 

มีผู้รู้จริง…ที่พบวิธีไปดูหลังความตายได้ ทั้งที่ยังไม่ตาย…

แต่ในปัจจุบันนี้ มีบุคคลผู้หนึ่งซึ่งสามารถค้นพบวิธีพิสูจน์ชีวิตหลังความตายได้ และสามารถสอนให้ผู้อื่นปฏิบัติตามและไปดูชีวิตหลังความตายได้เช่นเดียวกับตนเอง และได้ทำการวิจัยจนได้รับผลที่เป็นที่น่าพอใจ ท่านคือ อาจารย์ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ประธานกรรมการบริษัท ฮาเวลส์ (ประเทศไทย) จำกัด, ประธานกรรมการบริษัท เอว่า เอ็นเนอยี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และประธานมูลนิธิพิสูจน์ธรรม ผู้ศึกษาค้นคว้าในวิธีการเดินทางไปดูชีวิตหลังความตายด้วยการนั่งสมาธิ หลังจากที่อาจารย์ษิริพงศ์ได้เริ่มปฏิบัติครั้งแรก ได้ใช้เวลา 2 เดือนกับอีก 20 วัน ก็ประสบความสำเร็จในการแยกกายในออกจากร่างได้ และได้เหาะท่องเที่ยวไปชมสถานที่ต่างๆ มากมาย และได้ทำอยู่ต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญ จนสามารถนั่งสมาธิแล้วไปเห็นสวรรค์ นรก และเห็นอนาคตของตนเองได้อีกด้วย

 

ความรู้ของโลก…ที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องรู้…

อาจารย์ษิริพงศ์ได้เล็งเห็นว่า การได้ตระหนักว่าชีวิตหลังความตายมีจริง โลกแห่งนรก-สวรรค์มีจริง จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ เพราะการที่ได้ไปเห็นสิ่งเหล่านั้น ทำให้อาจารย์ได้รู้ว่า สิ่งที่เราได้กระทำในขณะที่มีชีวิตอยู่นี้ จะส่งผลต่อไปยังชีวิตหลังความตายอย่างแน่นอน คือถ้าตอนที่มีชีวิตอยู่ ได้ทำความดีและบุญกุศลมาก เมื่อตายไปดวงจิตก็จะไปเกิดบนสวรรค์ ได้มีความสุขที่น่ารื่นรมย์อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าทำชั่วและเบียดเบียนผู้อื่นมาก เมื่อตายไปดวงจิตก็จะไปเกิดในนรกและต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส อาจารย์จึงได้คิดว่า การที่ตนเองได้ไปเห็นแล้วมาบอกผู้อื่นว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง ก็คงไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้อื่นเชื่อตามได้ เพราะฟังดูเป็นเรื่องที่งมงายและไร้สาระ เนื่องจากผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาของตนเอง

 

จะสั่นสะเทือนความเชื่อของมนุษย์ทั้งโลก!

ด้วยวิธีการพิสูจน์ที่วิทยาศาสตร์ยอมรับ

ดังนั้น อาจารย์ษิริพงศ์ ในนามของมูลนิธิพิสูจน์ธรรม จึงได้มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้การพิสูจน์ชีวิตหลังความตาย เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถพิสูจน์ได้ และยอมรับถึงความจริงนี้ได้โดยปราศจากความสงสัยอีกต่อไป จึงได้ริเริ่มโครงการพิสูจน์ชีวิตหลังความตายในระดับโลก โดยจะเปิดโอกาสให้มนุษย์ทุกเชื้อชาติและศาสนา ได้มีส่วนร่วมกับการพิสูจน์อย่างเท่าเทียมกัน มีลำดับการดำเนินโครงการดังต่อไปนี้

 

ลำดับที่ 1. จัดตั้งโครงการวิจัย พิสูจน์ชีวิตหลังความตายใน 10 วัน กลุ่มตัวอย่างเป็นคนไทย 80 คน

กำหนดการ: ดำเนินโครงการไปแล้วในระหว่างวันที่ 5-14 พฤศจิกายน 2553

จุดมุ่งหมาย เพื่อบันทึกผลการวิจัย และทดสอบวิธีการพิสูจน์ที่คิดค้นขึ้น เพื่อนำวิธีการไปพัฒนาให้มีมาตรฐาน

ลำดับที่ 2. โครงการวิจัย พิสูจน์ชีวิตหลังความตายใน 10 วัน กลุ่มตัวอย่างเป็นคนไทย 200 คน

กำหนดการ: จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 12-21 สิงหาคม 2554 นี้

จุดมุ่งหมาย เพื่อทดสอบวิธีการพิสูจน์ที่ได้มาตรฐานแล้วอีกครั้ง ก่อนเริ่มโครงการลำดับต่อไป

3. โครงการพิสูจน์ชีวิตหลังความตายใน 120 วัน

เชิญผู้เข้าโครงการมาจากทุกประเทศทั่วโลก ประเทศละ 20 คน รวมทั้งสิ้น 6,000 คน

กำหนดการ: เริ่มดำเนินโครงการต้นปี 2555

จุดมุ่งหมาย

  1. เพื่อให้มนุษย์ทั่วโลกได้ตื่นตัวและรู้ถึงการมีอยู่จริงของชีวิตหลังความตาย
  2. เพื่อให้มนุษย์ทั่วทั้งโลกได้มีความรู้และความเข้าใจในการพิสูจน์ชีวิตหลังความตาย ที่วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้
  3. เพื่ออธิบายวิธีการพิสูจน์การเดินทางไปสู่ชีวิตหลังความตายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และผู้อื่นสามารถพิสูจน์ตามได้

 

ผลสำเร็จจากโครงการที่คาดว่าจะได้รับ

  1. มนุษย์จะละอายและเกรงกลัวต่อบาป เนื่องจากได้รับรู้ว่าชีวิตหลังความตายมีอยู่จริง และผลที่เกิดจากการกระทำของตนเอง จะสร้างความเดือดร้อนในภายหลัง เมื่อตนเองได้ตายไปแล้ว
  2. ทำให้ทั่วโลกเกิดสันติภาพ การรุกรานและเข่นฆ่าจะลดลง ผู้ก่อการร้ายและอาชญากรต่างๆ จะละทิ้งความเชื่อผิดๆ เมื่อได้รับรู้ถึงการมีอยู่จริงของชีวิตหลังความตาย จะเกิดความกลัวในผลแห่งการกระทำของตนเอง
  3. บ้านเมืองทั้งหลายจะเจริญรุ่งเรืองขึ้น เพราะการทุจริต คอรัปชั่น และอาชญากรรมจะลดลงไปอย่างมาก
  4. เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มนุษย์จะอยู่ร่วมกันอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การปล้นขโมย ข่มขืนและทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันจะลดลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความสำเร็จอย่างเกินความคาดหมาย

ของโครงการแรก

 

ขั้นตอนแรกของโครงการระดับโลกนี้ อาจารย์ษิริพงศ์ได้ทำการวิจัยกับคนกลุ่มเล็กก่อน โดยการจัดคอร์สปฏิบัติสมาธิ “พิสูจน์ชีวิตหลังความตายใน 10 วัน” ขึ้นในระหว่างวันที่ 5 – 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2553 มีผู้เข้าร่วมโครงการ 80 คน โดยล้วนแต่เป็นผู้ที่มาจากหลากหลายอาชีพ มีสติปัญญาดี และมีหน้าที่การงานที่ดี เช่น มีนายทหารระดับนายพล มีนายแพทย์ แพทย์หญิง วิศวกรจำนวนหลายคน รวมถึงผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาโทอีกหลายคนเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังมีพระในระดับเจ้าอาวาสเข้าร่วมด้วย ผู้เข้าร่วมโครงการถูกกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางโครงการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการห้ามมิให้ผู้ปฏิบัติติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก รวมทั้งการสื่อสารกับผู้ปฏิบัติด้วยกันเอง โดยให้ทุกคนระลึกว่าตนอยู่เพียงคนเดียวตามลำพัง และการให้ผู้เข้าร่วมโครงการรักษาศีลอย่างเคร่งครัด

 

ขั้นตอนการฝึก

ใน 3 วันแรก ให้ผู้เข้าโครงการฝึกสมาธิเบื้องต้นให้มีความเข้มแข็งด้วยวิธีการเทคนิคพิเศษ จนสามารถทำให้สมาธิของแต่ละคนมีความสงบอย่างมีเสถียรภาพและพร้อมที่จะรับการฝึกในขั้นตอนต่อไป

วันที่ 4 และ 5 ให้ทุกคนเข้าสมาธิ 3 ระดับแรก จากทั้งหมด 12 ระดับ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 วัน

วันที่ 6 และ 7 ให้ทุกคนขึ้นสมาธิในระดับที่ 4,5,6 จนไปถึงระดับที่ 12 ซึ่งเป็นระดับ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพิสูจน์ชีวิตหลังความตาย

วันที่ 8 ถึง 10 ให้ผู้เข้าร่วมโครงการฝึกฝนโดยเข้าและออกจากสมาธิจนเกิดความชำนาญ จนสามารถแยกจิตออกจากกายได้ ซึ่งการออกจากกายมี 2 ประเภท คือ 1. จิตออกจากกายเพียงอย่างเดียว กับ 2. จิตและเวทนาออกจากกายมาพร้อมกัน ซึ่งคนทั่วไปเรียกว่า “กายใน”

โดยในระหว่างสามวันสุดท้ายนี้ มีผู้ที่สามารถมีตาทิพย์และออกนอกร่างได้ จำนวน 20 คน คิดเป็น 25% จากผู้เข้าโครงการทั้งหมด ซึ่งทางมูลนิธิฯ ได้ตั้งเป้าไว้เพียง 10% จึงถือว่าโครงการได้รับความสำเร็จเกินความคาดหมาย ทั้งนี้ทางโครงการได้มีบันทึกเทปการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมโครงการ ในประสบการณ์แห่งการได้เห็นชีวิตหลังความตายไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

 

 

 

คุณอนันต์ ฟองลมุล

อาชีพ: วิศวกรอาวุโส บริษัท มาร์ชยูทิลิตี จำกัด

  • นั่งจนได้เห็นดินแดนสวรรค์!

ในระยะเวลา 10 วัน คุณอนันต์สามารถปฏิบัติได้ดีที่สุดคือ สามารถนั่งได้ครบกำหนดเวลาทุกครั้งโดยไม่ลืมตาหรือกระดิกตัวเลยในขณะนั่งสมาธิ โดยในวันที่แปดแห่งการปฏิบัติ เขาได้มองเห็นดินแดนที่มีภูเขาสูงอันสวยงามมาก และมีเทวดาองค์หนึ่งที่มีผิวกายสีเขียวสวมเครื่องทรงใหญ่ นั่งบนหลังช้างเหาะวนไปมาในบริเวณนั้น เมื่อได้ตรวจสอบในพระไตรปิฎก ก็พบว่า สิ่งที่คุณอนันต์เห็นนั้นคือ รอยต่อระหว่างสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา (ชั้นที่ 1) กับสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ชั้นที่ 2) นั่นเอง

  • อยู่ในสมาธินานกว่า 8 ชั่วโมง ได้อย่างน่าอัศจรรย์!

ในวันสุดท้ายของการปฏิบัติ คุณอนันต์สามารถนั่งสมาธิได้ต่อเนื่องถึง 8 ชั่วโมง โดยในชั่วโมงแรก รู้สึกปวดอยากเข้าห้องน้ำจนเกือบทนไม่ไหว แต่หลังจากที่เขาได้ปฏิบัติตามวิธีจัดการกับความปวด ที่อาจารย์ษิริพงศ์ได้สอนไว้ คือวิธีการแยกจิตออกจากกาย ในที่สุดคุณอนันต์ก็สามารถเป็นอิสระจากความปวดนั้นได้ และนั่งได้ต่อเนื่องอีก 7 ชั่วโมง รวมเป็นทั้งสิ้นเป็น 8 ชั่วโมง ซึ่งยาวนานที่สุดในบรรดาผู้เข้าโครงการทุกท่าน โดยไม่กระดิกตัวเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เขากลับรู้สึกเบาสบายตัวอยู่ตลอดเวลาและมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง ผู้สังเกตการณ์ได้เห็นว่าคุณอนันต์มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มโดยตลอดการนั่งสมาธิอีกด้วย ซึ่งในภาวะปกติ คนเราจะไม่สามารถนั่งในท่าเดียวได้นานถึงเพียงนี้โดยไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย แต่ที่คุณอนันต์ทำได้ ก็เพราะเขาอยู่ในสมาธิขั้นสูง คือขั้นที่ 12 นั่นเอง

  • ฝึกวิชา “แก้วสารพัดนึก” จนเห็นหวยแม่นก่อนออกทุกงวด

และหลังจากโครงการแรกได้สิ้นสุดลง คุณอนันต์ยังคงนั่งสมาธิที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ เขาสามารถนั่งสมาธิอย่างต่อเนื่อง 3-8 ชั่วโมง โดยไม่ลืมตาหรือขยับตัวเลย อาจารย์ษิริพงศ์จึงตัดสินใจสอนวิชา “แก้วสารพัดนึก” ให้แก่คุณอนันต์ เพื่อใช้พิสูจน์อานุภาพแห่งสมาธิได้อย่างชัดเจนขึ้น และได้มอบหมายให้คุณอนันต์ทดสอบพลังนี้ ด้วยการดูตัวเลขสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จะออกในอนาคต

เมื่อคุณอนันต์เริ่มใช้วิชานี้ เขาสามารถมองเห็นตัวเลขต่างๆ ปรากฎขึ้นในสมาธิได้อย่างชัดเจน เขาจึงได้จดเอาไว้แล้วนำไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ผลปรากฏว่าเขาถูกรางวัลเลขท้ายตรงตัว งวดต่อมาคุณอนันต์ได้ดูตัวเลขในสมาธิแล้วให้ภรรยาไปซื้อก็ได้ถูกรางวัลอีก งวดต่อๆ มาก็ได้บอกตัวเลขให้เพื่อนฝูงได้ซื้อตาม และถูกรางวัลกันถ้วนหน้า เหตุการณ์นี้ได้ทำให้มีพยานบุคคลมากมายเกิดขึ้นอีกด้วย คุณอนันต์ได้ดูตัวเลขสลากกินแบ่งเช่นนี้ และถูกเงินรางวัลกว่า 6 งวดติดต่อกัน จนในงวดที่ 7 อาจารย์ได้มอบหมายให้คุณอนันต์พิสูจน์เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยการใช้วิชาแก้วสารพักนึกขอดูตัวเลขสลากรางวัลที่ 1 ให้ครบทั้ง 6 หลัก ซึ่งในที่สุดเขาก็สามารถเห็นจนครบถ้วน และเมื่อผลรางวัลออกมา ก็พบว่าตัวเลขหกหลักนั้นครบถ้วนและเรียงกันอย่างถูกต้องทุกตัว แต่ในครั้งนี้ คุณอนันต์ไม่ได้บอกใครยกเว้นภรรยาคนเดียวและไม่ได้ซื้อไว้เองด้วย เนื่องจากก่อนหน้านั้นไม่นาน คุณอนันต์ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาพระโสดาปัตติมรรคของมูลนิธิพิสูจน์ธรรม ซึ่งเป็นสภาของผู้ที่ปฏิญาณตนว่าจะเป็นผู้ดำรงตนอยู่บนทางแห่งพระโสดาบัน จะเป็นผู้ไม่เบียดเบียนผู้ใดเลยด้วยกายวาจาใจ และอาจารย์ได้กำชับให้คุณอนันต์ทราบว่า เราจะต้องไม่สนับสนุนให้ผู้อื่นเกิดความโลภ และมัวเมาลุ่มหลงในอบายมุขต่างๆ จึงทำให้แม้ในตอนนี้คุณอนันต์ได้เห็น ก็จะไม่ไปใส่ใจหรือบอกผู้ใดอีก เนื่องจากตั้งใจจะรักษาไว้ซึ่งความดีงามและบุญกุศล ที่จะทำให้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันในชาตินี้นั่นเอง

  • ถ้าทำจริง ใครก็ทำได้ แต่จะสอนเฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติเท่านั้น

วิชา “แก้วสารพัดนึก” นี้ ทุกคนที่ฝึกอย่างจริงจังก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่อาจารย์ษิริพงศ์จะสอนเฉพาะผู้ที่มีสมาธิที่เข้มแข็งแล้วเท่านั้น มิฉะนั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ เลย อีกประการหนึ่ง ผู้ที่จะสามารถเรียนวิชานี้ จะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสูง สามารถรักษาศีลและธรรมได้อย่างเคร่งครัด และเป็นผู้ที่เคารพเชื่อฟังอาจารย์ษิริพงศ์เป็นอย่างดี มิฉะนั้นผู้ฝึกอาจใช้วิชานี้ไปในทางที่ผิด เช่น เพื่อตอบสนองความโลภของตน หรือสร้างชื่อเสียงและลาภสักการะต่างๆ ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของอาจารย์ษิริพงศ์ ที่ต้องการเพียงให้พิสูจน์อานุภาพแห่งพลังสมาธิเท่านั้น และต้องการให้ใช้สมาธิเพื่อการสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่และเพื่อเป็นพื้นฐานสู่วิชาวิปัสสนาเพื่อการตัดกิเลสและการบรรลุธรรมได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้คุณอนันต์จึงได้ถูกเลือกให้เป็นผู้ได้เรียนวิชาแก้วสารพัดนึก เพราะเขาเป็นผู้มีศีลมีธรรมที่มั่นคง เป็นผู้ไม่ละโมบ และเป็นผู้ที่เคารพเชื่อฟังอาจารย์ษิริพงศ์เป็นอย่างดี เมื่ออาจารย์ษิริพงศ์เห็นว่าเขาทำได้สำเร็จแล้วก็ให้หยุดใช้วิชานี้หลังงวดที่ 7 เขาจึงหยุดทันที แม้หลังจากนั้นคุณอนันต์จะได้เห็นตัวเลขหวยที่ถูกต้องล่วงหน้าอีกตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เขาก็ไม่ใส่ใจ ไม่ซื้อและไม่บอกใครอีกเลยแม้แต่ภรรยาของตนเอง

 

 

คุณธนิสร หาญกอบกุญ

อาชีพ: เจ้าของกิจการอู่ซ่อมรถยนต์



หลังจากที่ได้ทำสมาธิตามวิธีการที่อาจารย์ษิริพงศ์สอนได้ 4 วัน คุณธนิสรก็สามารถไปเห็นนรก โดยเริ่มต้นจากการเดินไปยังประตูหลังอาคารปฏิบัติธรรม ไปพบประตูลงสู่นรกโดยมีคนจูงมือลงไปในอุโมงค์เบื้องล่าง ได้มองเห็นคนจำนวนมากเดินลากโซ่ตรวนตะเกียกตะกายปีนป่ายกันอย่างน่าสมเพชเวทนา และได้เห็นการถูกทรมานในรูปแบบต่างๆ เช่น เห็นผู้หญิงเปลือยถูกขึงแขนขาให้ตึงแล้วมีท่อนเหล็กแบนมาทับร่างจนแหลก หัวใจกระเด็ดออกมาเต้นที่พื้นดิน แล้วเมื่อมีลมพัดมา ร่างกายก็ประกอบขึ้นเป็นเหมือนเดิมและถูกเหล็กทับเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และได้เห็นผู้ชายคนหนึ่งถูกตรึงให้ก้มศีรษะแล้วมีเหล็กหนามมาปั่นจนศีรษะแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

นอกจากนี้คุณธนิสร ยังได้มีประสบการณ์ในการเดินทางไปชมสวรรค์ ด้วยการตั้งจิตอธิษฐานไปพบกับพระอินทร์ ราชาแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก่อนพบได้เข้าไปนั่งรอในห้องรับรองที่มีแหวนวงหนึ่งวางไว้ เมื่อได้เห็น คุณธนิสรก็ทราบด้วยจิตว่า นั่นเป็นแหวนที่ตนเองได้ถอดเพื่อทำบุญบูชาพระเจดีย์นั่นเอง เมื่อได้พบพระอินทร์และพระอัครมเหสี ก็ได้เห็นว่าทั้งสองพระองค์มีร่างกายที่สูงใหญ่กว่ามนุษย์มาก ร่างกายมีแสงจ้าสว่างไสวและสวยงามจนสุดที่จะจินตนาการได้

ในวันที่เก้าแห่งการปฏิบัติ คุณธนิสรได้ไปเห็นพระเจดีย์จุฬามณี สถานที่เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุในส่วนพระเกศา ที่ชาวสวรรค์ทั้งหลายต่างก็พากันมาสักการะบูชากันเป็นประจำ ได้เห็นชาวสวรรค์เหาะกันอยู่รอบๆ เป็นจำนวนมาก และมีการตกแต่งประทับประดาอย่างสวยงาม ราวกับว่ากำลังจะมีการจัดงานสำคัญกันด้วย

 

 

คุณชัญญาณัฐ พระวิสัตย์

อาชีพ: กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมดินาคาซ่า จำกัด ธุรกิจนำเข้าเฟอร์นิเจอร์

การศึกษา: ปริญญาตรี ม.เกษมบัณฑิตย์ สาขา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

คุณชัญญาณัฐไปชมโลกสวรรค์หลายต่อหลายครั้งด้วยการเหาะไปมาอย่างเพลิดเพลิน ได้เห็นต้นไม้ที่สวยงามอยู่หนึ่ง เมื่อเข้าไปใกล้ๆ ก็รู้ทันทีว่า เป็นต้นไม้ที่ตนเองนำธนบัติมาประดับอย่างสวยงามเพื่อสร้างถวายในงานทอดกฐินสามัคคีเมื่อปีที่ผ่านมานั่นเอง และในวันและเวลาเดียวกันกับที่คุณธนิสรได้ไปเห็นพระเจดีย์จุฬามณี คุณชัญญาณัฐก็ได้ไปเห็นสถานที่เดียวกัน และพบว่าจะมีการจัดงานใหญ่ที่ครึกครื้นด้วยเช่นกัน

 

คุณชัยธัช เอกอารยชน

อาชีพ: เจ้ากิจการ บริษัท บียอนด์พลัส จำกัด

การศึกษา: ปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาเภสัชศาสตร์

คุณชัยธัชได้เห็นอนาคตที่พิธีศพของตนเอง เห็นภรรยาเป็นหญิงชราและลูกที่โตเป็นสาวจนตนเองจำไม่ได้ และได้เห็นรูปถ่ายหน้าศพของตนเป็นชายชราอายุประมาณเก้าสิบปี หลังจากนั้นก็ได้ไปชมสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เห็นวิมานของตนและพบหญิงรับใช้ ที่สวมชุดสไบสีเขียวและสวยงามมากมานั่งอยู่ข้างๆ และคุณชัยธัชสามารถจะแตะต้องหญิงรับใช้คนนี้ได้ด้วย หลังจากนั้นก็ไปชมศาลาสุธรรมาที่ทำจากไม้ ซึ่งมีความสวยงามและใหญ่โตมาก เมื่อมองไปจนสุดสายตาก็ยังไม่สามารถเห็นปลายสุดอีกด้านหนึ่งของศาลาได้เลย และโดยที่มิได้นัดหมาย หรือบอกเล่ากันมาก่อน ในวันที่เก้าในชั่วโมงแห่งการปฏิบัติเดียวกันกับคุณธนิสรและคุณชัญญาณัฐ คุณชัยธัชเป็นหนึ่งในสามท่านที่ได้ไปเห็นพระเจดีย์จุฬามณี ซึ่งมีการตกแต่งประทับประดาอย่างสวยงาม และมีชาวสวรรค์เหาะมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นคุณชัยธัชก็เดินทางกลับมายังอาคารปฏิบัติธรรม เมื่อทราบว่ายังไม่หมดเวลานั่งสมาธิ จึงออกเดินทางอีกครั้งไปอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในเวลากลางคืน ได้เห็นแสงสว่างมาจากที่แห่งเดียว นั่นคือบริเวณรอบพระเศียรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณชัยธัชได้ยืนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อได้รู้ว่าตนเองเห็นพระพุทธองค์ในขณะที่มีพระชนม์ชีพอยู่ ณ โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ในคืนที่ทรงตรัสรู้ เขาจึงก้มกราบสักการะสามครั้งและเดินประทักษิณโดยรอบ ทันใดนั้นก็ได้เห็นแสงคบเพลิงเป็นหมื่นๆ ดวงสว่างขึ้นที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ และกำลังมุ่งหน้ามาทางพระพุทธองค์ บรรยายกาศโดยรอบปั่นป่วนและน่าหวาดกลัวขึ้นในทันที คุณชัยธัชรู้สึกกลัวเป็นมากจึงเดินไปหลบอยู่ด้านหลังพระพุทธองค์ จากนั้นจิตก็กลับมาเข้าร่าง

 

คุณรุ่งอรุณ ตรีสิทธิ์

อาชีพ: ดีไซน์เนอร์ บริษัท ทริปเปิ้ลบี จำกัด

 

ได้เดินทางไปยังยมโลก และได้เห็นพญายมราชผู้มีใบหน้าที่เปี่ยมด้วยเมตตากำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ เมื่อมองไปอีกข้างหนึ่ง เห็นนายนิริยะบาลเข็นเศษอวัยวะ มีศีรษะ แขน ขาและส่วนอื่นๆ รวมกันหมด มาเทลาดพื้นอยู่ใกล้ๆ จนคุณรุ่งอรุณ ได้กลิ่นเหม็นคาวคลุ้งจนทนไม่ไหว เมื่อตรงกับวันเสาร์ ซึ่งที่มูลนิธิพิสูจน์ธรรมจัดงานทำบุญถวายสังฆทานเป็นประจำ คุณรุ่งอรุณได้ใช้จิตเดินทางกลับมาที่มูลนิธิฯ ในขณะที่มีผู้มาทำบุญกันเป็นจำนวนมาก

มีครั้งหนึ่งได้ออกเดินทางมาเดินรอบๆ สถานปฏิบัติสมาธิ ได้เห็นหญิงชราแต่งชุดเก่าๆ หน้าตาเศร้าหมองเป็นอย่างมาก จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานแบ่งบุญกุศลที่ตนเองได้นั่งสมาธิ ทันใดนั้นเอง หญิงผู้นั้นก็ได้เปลี่ยนไปเป็นสาวอายุไม่เกินยี่สิบปี ที่มีความสวยงามกว่าสตรีทุกคนที่ตนเองเคยพบมา

 

คุณนภนฤเบศร์ บวรฤทธิเวศฐ์

อาชีพ: วิศวกรประจำ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)


เป็นหนึ่งในผู้ปฏิบัติสมาธิ ที่มีสมาธิอยู่ในระดับที่ดีมาก อาจารย์ษิริพงศ์จึงได้แนะนำวิธีการถอดกายในแก่เขา ผลปรากฏว่า คุณนภนฤเบศร์สามารถถอดกายในได้ตั้งแต่วันแรกที่สอน และได้ไปพบกับผู้ที่ทำหน้าที่พาไปเยี่ยมชมนรก ที่บริเวณประตูหลังอาคารปฏิบัติธรรม แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าที่มีแต่กะโหลก ก็เกิดความตกใจกลัวอย่างมาก จึงต้องงดวิธีดังกล่าวไปชั่วคราว

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการที่เหลืออีก 60 คน ในระหว่างการปฏิบัติก็ล้วนแต่รู้สึกได้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับตนเอง และรู้สึกถึงพัฒนาการของสมาธิของตนเองอย่างเห็นได้ชัด จึงถือว่าทางโครงการได้ประสบความสำเร็จในการทำให้ทั้ง 60 คน สามารถรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ธรรมดาเหล่านี้ เพียงแต่ยังไม่ถึงระดับที่มีตาทิพย์หรือออกนอกร่างได้ ทางมูลนิธิพิสูจน์ธรรม จึงมิได้นำผลของการปฏิบัติของบุคคลเหล่านี้มานำเสนอ

กำลังเปิดรับสมัคร…

โครงการลำดับที่ 2 มีกำหนดการระหว่าง12-21 ส.ค.นี้


โครงการในลำดับนี้ อาจารย์ษิริพงศ์มีกำหนดการอบรมในภาคทฤษฎี ในวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2554 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการ ได้ทราบหลักการพื้นฐานในการนั่งสมาธิเพื่อพิสูจน์ชีวิตหลังความตาย และนำความรู้ไปฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง โดยหลังจากนั้นจะต้องเข้าร่วมการฝึกปฏิบัติอย่างเข้มงวด มีกำหนดการในระหว่างวันที่ 12 – 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554 รวม 10 วัน

จากความสำเร็จของโครงการวิจัยครั้งแรก ทำให้ปัจจุบันมีผู้สมัครขอเข้าร่วมโครงการมากกว่า 200 คน แล้ว และหลังจากเสร็จสิ้นการจัดอบรมคอร์สธรรมะ ในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ คาดว่าจะมีผู้มาขอลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการจะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอีกมาก ดังนั้นหลังจากการอบรมธรรมะในครั้งนี้ ทางมูลนิธิฯ อาจจะพิจารณาเพิ่มจำนวนการรองรับผู้เข้าร่วมโครงการเป็น 500 คน และจะทำการเก็บบันทึกผลการวิจัยให้ละเอียดขึ้นกว่าในครั้งแรก

โครงการลำดับที่ 3 พิสูจน์ชีวิตหลังความตายใน 120 วัน

เชิญผู้เข้าโครงการมาจากทุกประเทศทั่วโลก

ประเทศละ 20 คน รวมทั้งสิ้น 6,000 คน

โครงการใหญ่ระดับโลกนี้ คาดว่าจะได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากทั่วโลก เนื่องจาก

  • ชีวิตหลังความตายเป็นเรื่องที่มนุษย์สนใจและอยากรู้อย่างมากอยู่แล้ว แต่ยังไม่รู้วิธีการพิสูจน์
  • คนในแต่ละชาติและศาสนา ต่างก็มีตัวแทนของกลุ่มของตนอยู่ในโครงการ ทำให้รู้สึกถึงความมีส่วนร่วมได้มาก ไม่น้อยไปกว่าการได้ชมเกมส์กีฬาระดับโลก

แผนการดำเนินงาน

  • ส่งจดหมายเชิญไปยังรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลก บริษัทเอกชนชื่อดัง อภิมหาเศรษฐีของโลก และผู้นำลัทธิศาสนาต่างๆ ทั่วทั้งโลก เพื่อขอความร่วมมือให้ส่งตัวแทนของตนมาเข้าร่วมโครงการ เพื่อการพิสูจน์ความจริงของมนุษย์ทั้งโลก
  • ติดต่อช่องโทรทัศน์ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ CNN, Fox News และ BBC เพื่อทำสัญญาให้สิทธิการถ่ายทอดสด Reality Show ตลอด 24 ชั่วโมง
  • อาจารย์ษิริพงศ์เดินทางไปทั่วโลก เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการเข้าร่วมโครงการด้วยตนเอง ใช้เวลาประมาณ 6 – 12 เดือน โดยในระหว่างนี้ จะมีการนำเสนอข่าว ที่ทั่วโลกจะต้องจับตามองอยู่ตลอดเวลา
  • ติดต่อหน่วยงานสืบสวนสอบสวนชั้นนำของโลก ได้แก่ สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI), หน่วยสืบราชการลับกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (CIA), ตำรวจสันติบาลอังกฤษ (SCOTLAND YARD), หน่วยข่าวกรองอังกฤษ (MI6) และ หน่วยตำรวจลับแห่งสหภาพโซเวียต (FSB) เพื่อที่จะนำผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือจับเท็จที่น่าเชื่อถือมากที่สุด มาใช้ในการพิสูจน์ความจริงของพยานผู้ไปเห็นชีวิตหลังความตาย
  • จัดงานนี้ขึ้นโดยให้ตัวแทนที่คัดตัวแล้ว 6,000 คน เดินทางมายังสถานที่ที่โครงการจัดเตรียมไว้ให้ในประเทศไทย เพื่อพิสูจน์ชีวิตหลังความตาย ใน 120 วัน โดยทุกวันจะมีการถ่ายทอดสดแบบ Real-time และมีไฮไลท์พิเศษ สำหรับการให้สัมภาษณ์ประสบการณ์ของผู้เข้าโครงการในระหว่าง 120 วัน พร้อมกับการแสดงผลของเครื่องจับเท็จ
  • ในขณะที่โครงการกำลังดำเนินอยู่ จะขอความร่วมมือจากสำนักทางศาสนาต่างๆ ทั่วทั้งโลก เพื่อให้ร่วมส่งตัวแทนนักบวชในศาสนาหรือลัทธิของตน มานั่งบนอาสนะที่จัดไว้รอบโครงการ เพื่อให้นักบวชทุกท่านได้สวดมนต์ อ้อนวอนพระเจ้าหรืออธิษฐานตามความเชื่อของตน เพื่ออำนวยอวยพรให้โครงการประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า โครงการนี้เป็นโครงการของคนทั้งโลกที่ร่วมมือกันทำให้เกิดขึ้นมา และประโยชน์จากผลแห่งการพิสูจน์ ก็จะเป็นของคนทั้งโลกโดยไม่จำกัดด้วยเชื้อชาติและศาสนา

ความสำเร็จที่จะสั่นคลอนความเชื่อ…ของคนทั่วทั้งโลก

สำหรับในโครงการนี้ คาดว่าจะมีผู้ที่สามารถมีตาทิพย์และสามารถออกนอกร่างได้ ประมาณ 25% จากจำนวนทั้งหมด หรือประมาณ 1,500 คน และทุกคนจะได้รับการพิสูจน์ว่าสิ่งที่ได้ประสบและบอกเล่ามานั้นเป็นเรื่องจริงด้วยวิธีการที่ทางวิทยาศาสตร์ยอมรับ โดยการใช้เครื่องจับเท็จและผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานสอบสวนกลางที่น่าเชื่อถือที่สุดของโลก การที่คน 1,500 คนที่ไปเห็นชีวิตหลังความตายมาแล้ว และวิธีการทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าพวกเขาพูดความจริงอย่างแน่นอน จะทำให้ทั่วทั้งโลกต้องถูกสั่นสะเทือนด้วยความรู้ใหม่นี้ ความรู้ที่ว่าด้วยการมีอยู่จริงของชีวิตหลังความตาย และวิธีการพิสูจน์ชีวิตหลังความตาย ที่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือศาสนาใดก็สามารถเมื่อทำตามและสามารถเห็นผลได้เช่นเดียวกัน เพราะสิ่งที่ได้เห็นนั้นมิใช่เป็นของคนในศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นความจริงแห่งธรรมชาติอันเป็นสากล