พิสูจน์ชีวิตหลังความตาย


บัดนี้ได้เกิดผู้ที่รู้วิธีที่จะพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้แล้ว  ซึ่งคนอย่างอาจารย์นั้น  อาจจะไม่ใช่ผู้ที่รู้มาก  แต่สิ่งที่อาจารย์รู้เป็นสิ่งที่รู้จริงแน่นอน  และการที่อาจารย์ได้พิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้แล้ว  โดยใช้เวลาพิสูจน์ 2 เดือนกับ 20 วัน  จึงเป็นผลสำเร็จ  ด้วยการถอดกายใน หรือ วิญญาณออกไปหลังความตาย  และได้พิสูจน์หลายอย่าง …….

ขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติธรรม เพื่อพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้า

  1. ผู้ต้องการพิสูจน์จะต้องมีศีล 5 บริสุทธิ์
  2. จะต้องเข้ารูปฌาน 4  โดยนั่งสมาธิ
    1. จะต้องนั่งสมาธิ 2 ชั่วโมง ต่อครั้ง
    2. ในแต่ละครั้งที่นั่ง จะต้องดับทุกข์ให้ได้ ( อดทนต่อความเจ็บปวด ที่เกิดขึ้นในขณะที่นั่งสมาธิ )
    3. หากทุกข์ยังไม่ดับ จะต้องนั่งต่อไป ซึ่งถ้านั่งอย่างถูกวิธีแล้ว ทุกข์ควรจะต้องดับภายใน 3 ชั่วโมง เป็นอย่างมาก
  3. ใน 1 วัน จะต้องทำฌานสมาธิ 2 ครั้ง ในเวลา 9:00 – 11:00 น. และ 15:00 – 17:00 น.
  4. จะต้องใช้เวลาในการเก็บตัวทั้งหมด 90 วัน

ในความเป็นจริงแล้ว  จิตสามารถแยกออกจากได้  แต่ที่เราไม่สามารถแยกได้  ก็เพราะว่าจิตของเราไม่ได้รับการฝึกฝน  เพราะไม่มีผู้รู้มาสอนเรา  จิตจึงไม่สามารถแยกออกจากกายได้  ในเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่  แต่จะต้องแยกออกจากกายแน่นอน  ในเวลาที่ต้องตาย

ฉะนั้น  จำเป็นต้องฝึกจิตของเรา ให้สามารถดับเวทนาให้ได้  และถ้าเราสามารถดับเวทนาได้แล้ว  และทำได้หลายๆ ครั้ง  และนั่นหมายถึงว่าจิตของเรา  ได้รับการฝึกฝนจนสามารถดับทุกขเวทนาได้  เราก็จะมีโอกาสรู้ถึงความรู้สึกของพระพุทธเจ้า  ที่สามารถจะดับทุกขเวทนาในขั้นที่ 1 ได้  ซึ่งขั้นของความทุกข์นั้น  อาจจะมีทั้งหมด 100 ขั้น  หรืออาจจะมากกว่านี้ก็ได้  เอาไว้ถ้าทุกท่านผ่านทุกข์ขั้นที่ 1 ได้ก่อน  ก็จะเข้าใจด้วยตัวเองอย่างแน่นอน

อย่าเพิ่งตกใจนะครับ  เพราะที่เราจะพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น  เราแค่ผ่านทุกข์ขั้นที่ 1  ได้ก็เพียงพอต่อการพิสูจน์ธรรมะแล้ว  และเมื่อเราดับทุกขเวทนาได้หลายๆ ครั้ง  ก็จะทำให้จิตกับกาย  เกิดสภาวะที่หลวมๆ  เพราะตัวเวทนาที่ทำให้จิตกับกายยึดกันอย่างแนบแน่นนั้น  บางครั้งได้หายไป  เรียกว่า  เวทนาดับ  และจุดนี้เองที่จะทำให้จิตแยกออกจากกายได้

จิตจะออกนอกร่างอย่างเดียว  โดยกายกับเวทนายังอยู่ด้วยกัน

และเมื่อจิตออกไปนอกร่างอย่างนี้  เราจะมีความรู้สึกเหมือนเราได้ไปท่องเที่ยวข้างนอก  ได้รู้ได้เห็นทุกอย่าง  แต่เมื่อก้มมองตัวเอง  กลับมองไม่เห็นตัวเอง  สาเหตุเป็นเพราะว่าตัวเวทนานั้นยังติดอยู่กับกาย  แต่ที่ออกมาได้คือจิตอย่างเดียว  จึงทำได้เพียงรู้กับเห็นเท่านั้น  และเมื่อไรที่อยากจะกลับร่าง  ก็เพียงแค่นึกกลับเท่านั้น  จิตก็จะเข้ามาในกาย  จะต่อเชื่อมกับเวทนาและกายทันที  เราก็จะรู้สึกตัวและขยับแขนขาได้ตามปกติ

การถอดกายในนั้นเอง  โดยที่จิตกับเวทนานั้นจะติดออกมาด้วยกัน

โดยจะทิ้งร่างไว้เท่านั้น  ซึ่งความรู้สึกของกายในนั้นจะเหมือนกับตัวเราปกติทุกอย่าง  เพราะสามารถจะมองเห็นตัวเอง  เสื้อผ้า แหวน  นาฬิกา ก็ติดมาด้วย  แขน ขา มือไม้ ก็มีครบ  ถ้าลองหยิกตัวเอง  ก็จะรู้ทันทีว่าเจ็บเหมือนปกติ  แต่ถ้าเรานึกว่า  เหาะ  ก็จะพุ่งขึ้นไปบนอากาศ  เหมือนจรวด  และถ้านึกจะไปไหน  ก็จะไปที่นั่นด้วยความเร็วเท่ากับความนึกคิด  ซึ่งจะรวดเร็ว  และการถอดกายในนี้เอง  ถือเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญในการพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้า  เพราะกายในนั้น  ถือว่าเป็นวิญญาณ  และเมื่อออกมานอกร่างได้  จึงถือว่าเราสามารถที่จะพิสูจน์ชีวิตหลังความตายได้

ส่วนการที่จะเหาะออกไปนอกโลก  จนถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  หรือ จะเดินลงไปในนรกนั้น  ก็ขึ้นอยู่กับ  ……

( โปรดติดตามเนื้อหาได้ใน การบรรยายธรรมคอร์ส 1  เรื่อง “ ความสำเร็จที่มาจากการทำทาน และการรักษาศีล ที่ถูกต้อง ” ในวันที่ 5 มิถุนายน นี้ )

 

Comments

  1. ฐเดช ภู่ประเสริฐ says:

    ผมอยากเรียนนั่งฌานกับอาจารย์มากๆครับ เมื่อไหร่อาจารย์จะเปิดสอนอีกครับ

  2. น่าสนใจครับ แต่ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างหนักมากแน่ครับ

  3. เจริญ says:

    ขออนุโมทนาสาธุครับ กำลังตามรอยผู้ปฏิบัติดี ทั้งหลายครับ

  4. ผมเป็นกำลังใจให้อาจารย์มีบุญมากๆๆๆจะได้ช่วยสอนคนที่ยังไม่เข้าใจธรรมยังมีอีกมากครับ

    • ขอให้อาจารย์มีความสูขทั้งสุขภาพกายและกำลังใจเต็มไปด้วยความเมตตากับมนุษย์ตาดำๆที่เกิดมาต้องกับมาลงบ่อน้ำคำอีกและอีกจะมีใครที่จะช่วยนอกจากอาจารย์ที่จะช่วยมนุษย์ที่มีโอกาสบ้างบางคนนะครับผมเป็นกำลังใจมีโอกาสจะช่วยอาจารย์เต็มสุดแร

  5. กิจภูมิ says:

    84,000 พระธรรมขันธ์ เป็นธรรมะแห่งพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ และได้ชี้นำแนวทางแห่งการดับทุกข์ ทางแห่งการพ้นทุกข์ไว้ในมรรคมีองค์ 8 ประการ และโดยสรุปลงไปในแก่นแท้ของการปฏิบัติ 3 ประการ อันได้แก่ ประการที่หนึ่ง หมั่นประพฤติปฏิบัติตนให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงามทั้งหลายทั้งปวงด้วยกาย วาจา ใจตามแต่ฐานะแห่งตน ในที่นี้ก็คือการรักษาศีล เช่น ปุถุชนคนธรรมดา รักษาศีล 5 หรืออุโบสถศีล คือ ศีล 8 สามเณรรักษาศีล 10 ส่วนพระภิกษุท่านก็รักษาศีล 227 ข้อนั่นเอง
    ประการที่สอง พึงละเว้นจากการประพฤติตนทั้งกาย วาจา ใจที่จะไม่ล่วงละเมิดต่อคุณความดีตามที่เราปฏิบัติในประการแรกนั้น ด้วยการไม่กระทำบาปกรรมทั้งปวง
    ประการที่สาม ฝึกฝนตนเองให้มีจิตใจผ่องแผ้ว ใสสะอาด สว่าง สงบ ด้วยการฝึกการทำสมาธิเพื่อชำระสิ่งที่ยังติดค้างในจิตตนเองนั้น ซึ่งถือว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหรือการนั่งฌาน เป็นการกระทำบุญที่สูงสุด ทำแบบฟรี ๆ ก็ได้บุญมากยิ่งกว่าใช้เงินทองที่เทียบกันไม่ได้ ใครละว่าของฟรีที่ดี ๆ ไม่มีในโลก

  6. ภัคพิชญ์ญา says:

    – ขอขอบพระคุณความรู้อันทรงคุณค่าและก่อให้เกิดประโยชน์มากมายมหาศาลจากอาจารย์ษิริพงศ์มากคะ-

    ด้วยความเคารพ

  7. นายสุรชา สุวรรณมณี says:

    ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณพระพุทธเจ้ากลาบขอบพระคุณอย่างสุง

    ขอให้อาจารย์มีความสูข รักอาจารย์

  8. นายสุรชา สุวรรณมรี says:

    ขอขอบพระคุณอาจารย์ที่ทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณพระพุทธเจ้ากลาบขอบพระคุณอย่างสุง

  9. สัญชาติ says:

    ขออนุโมทนา สาธุ กับธรรมที่ได้อ่าน น่าศึกษายิ่งนัก
    เมื่อมีชีวิตอยู่ รีบสร้างบุญกุศล กันนะครับทุกท่าน

  10. วรัตถ์ says:

    พระคุณอาจารย์มากมายยิ่งนัก ที่ทำให้พบทางสว่างพ้นทุกข์ที่แท้จริง

  11. เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

  12. นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่หาศึกษาได้ยาก…หาคนรู้จริงได้ยาก…ขอขอบคุณท่านอาจารย์ษิริพงศ์ ที่ได้พิสูจน์คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้สำเร็จ…แล้วนำมาสอนให้กับผู้มีบุญทุกๆท่านครับ

Speak Your Mind

*